E-book สวรรค์รำลึก

สถิติเยี่ยมชมเว็บสวรรค์รำลึก

765529
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
552
770
2395
761014
7377
12970
765529

Your IP: 54.198.143.210
Server Time: 2017-10-19 18:00:51

รำลึกศึกษา

ศึกษาประวัติของหุบผาสวรรค์เมืองศาสนาในอดีต

ร้านหนังสือสวรรค์รำลึก

เยี่ยมชมเรา

สื่อมงคลสำนักปู่สวรรค์

สิ่งดีที่ฝากไว้ ดร.คลุ้ม วัชโรบล

ความรู้ทางวิญญาณ จากการศึกษาของ ศาสตราจารย์ ดร.คลุ้ม วัชโรบล

ภาพยนต์รำลึก

ชมภาพยนต์ประวัติศาสตร์และสื่อเพื่อการศึกษาค้นคว้า

อัตประวัติย่อ ของ พระครูสังฆรักษ์ประมวล ปิยธัมโม

คำนำจากเว็บ
พระอาจารย์ประมวล ปิยธัมโม ท่านเป็นพระสงฆ์ที่สานุศิษย์สำนักปู่สวรรค์ให้ความเคารพมาก เนื่องด้วยท่านเป็นทั้งรุ่นพี่และครูที่มีวิธีการสอนธรรมะด้วยการทำให้ดู
ตลอดชีวิตของท่าน ได้แสดงให้เห็นถึงความมั่นคง จริงใจ จริงจัง มีความเคารพครุบาอาจารย์อย่างแท้จริง อันเป็นตัวอย่างให้สานุศิษย์ของสำนักปู่สวรรค์ได้ยึดถือเป็นตัวอย่าง สืบทอดต่อกันมา
ชีวิตของท่านเป็นนดั่งละครที่สอนคนดูให้เห็นสัจธรรม ดังประวัติที่ท่านเขียนเล่าไว้นี้ ผมคิดว่าเมื่อท่านได้อ่านอย่างพิจารณาจนจบ ท่านจะได้แง่คิดสำหรับชีวิตที่มีค่า
เนื่องในโอกาสครบ ๖ ปีแห่งการมรณภาพจากไปของท่าน เว็บไซต์สวรรค์รำลึกขอนำอัตชีวประวัติของพระอาจารย์ประมวล ปิยธัมโม ที่ท่านให้ไว้เมื่อ วันที่ ๑๓ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๓๑ เพื่อรำลึกถึงคุณความดี และพระคุณของท่านที่เมตตาพวกเรามาเสมอ...
ด้วยความเคารพ www.poosawan.org

..................................................................................................................................

พระอาจารย์ประมวล ปิยธัมโม

พระอาจารย์ประมวล ปิยธัมโม ๑ มกราคม ๑๔๙๑ - ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๕๑ อายุ ๖๐ ปี พรรษษ ๓๕

อัตประวัติย่อ

ของ พระครูสังฆรักษ์ประมวล ปิยธัมโม

อาตมาภาพ พระประมวล ปิยธัมโม(นามสกุลเดิมเพิ่มพูล)เป็นบุตรนายมงคล และนางบุญมี เพิ่มพูลเกิดวันพฤหัสบดีที่ ๑ มกราคม พ.ศ.๒๔๙๑ ปัจจุบันนี้ (พ.ศ.๒๕๓๑) มีอายุได้ ๔๐ ปี อาตมาเป็นบุตรคนโต มีน้องร่วมท้องเดียวกันอีก ๓ คน รวมเป็น ๔ คน นับตามลำดับดังนี้

๑.พระประมวล เพิ่มพูล

๒.นายลิขิต เพิ่มพูล

๓.นายดำรง เพิ่มพูล

๔.นายทวีชัย เพิ่มพูล

บิดามารดาได้เสียชีวิตไปหมดแล้ว ส่วนน้องๆยังมีชีวิตอยู่ทุกคน  ตั้งแต่อาตมาจำความได้ คุณโยมผู้ชายมีจิตใจมั่นคงในพระพุทธศาสนาอย่างยิ่ง แต่ด้วยความที่ฐานะมิใคร่มั่นคงนัก ท่านจึงต้องทำงาน ๒ แห่ง เพื่อจะนำเงินมาเลี้ยงดูครอบครัวให้อยู่รอด จึงไม่ค่อยจะมีเวลาอบรมสั่งสอนลูกๆ

อาตมาและน้องๆ เกิดที่บ้านเลขที่ ๙๕/๑ ต.ศิริราช อ.บางกอกน้อย จ.ธนบุรี (ตรอกวังหลัง) ซึ่งเป็นแหล่งของการพนัน ยาเสพติด และนักเลงหัวไม้ สิ่งแวดล้อมเหล่านี้ทำให้อาตมาและน้องๆทุกคนเป็นคนสู้คน เล่นการพนัน และมั่วสุมกับยาเสพติด

          พ.ศ.๒๕๐๔ จบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ จากโรงเรียนวัดดงมูลเหล็ก และสอบเข้าเรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ ที่โรงเรียนวัดชิโนรส พอเรียนได้ ๑ ปี ยังไม่ได้สอบขึ้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ ก็ต้องออก ดังนั้นจึงมีใบสุทธิแค่ ป.๔ ของโรงเรียนวัดดงมูลเหล็ก

          ออกจากโรงเรียนเมื่อมีอายุได้ ๑๒ ปี โยมผู้ชายเห็นท่าไม่ดีจึงนำไปฝากทำงานที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ ตรงข้ามกับกรมประชาสัมพันธ์และท้องสนามหลวง ในตำแหน่ง CALL BOY หรือเรียกว่าเด็กยกกระเป๋า เงินเดือน เดือนละ ๑๕๐ บาท กับค่าบริการจากแขก อีก ๒ งวด บางเดือนมีรายรับเป็นพันบาทขึ้นไป ทำให้การเงินฟุ้งเฟ้อมาก จึงเริ่มดื่มเหล้า เที่ยวผู้หญิง เล่นการพนัน ริเป็นนักเลง เพื่อนที่อาตมาคบ ส่วนมากจะมีอายุมากกว่าอาตมาประมาณ ๕ ปีขึ้นไป นับว่าในกลุ่มนี้อาตมาเป็นผู้ที่มีอายุน้อยที่สุด

          ทำงานอยู่โรงแรมรัตนโกสินทร์ได้ ๔ ปี อายุตอนนั้นได้ ๑๖ ปี ปี พ.ศ.๒๕๑๐ ไปสมัครทำงานที่โรงแรมสยามอินเตอร์คอนติเนนตัล ต.วังสระประทุม อยู่ได้ ๑ ปี ออกไปทำงานที่สนามม้านางเลิ้ง


pramual03

รูปถ่ายสมัยเป็นวัยรุ่นกับเพื่อนๆ

         พ.ศ.๒๕๑๒ จึงเข้ารับราชการทหารเกณฑ์ ๒ ปี ที่ ร.๑ พันสอง(กองพันทหารเสือมหาดเล็กรักษาพระองค์) อาตมาหนีทหาร ๓ เดือน เวลาปลดทหารจึงยังไม่ได้ปลดพร้อมเพื่อนๆ ถูกกักบริเวณขังอยู่ในกองพัน ๓ เดือน

          ระหว่างถูกกักขังอยู่นั้น อาตมาเป็นนักโทษ มีหน้าที่ถางหญ้าในกองพัน และมีหน้าที่ช่วยผู้คุมดูแลทหารที่เป็นนักโทษด้วย แต่มีอยู่อย่างหนึ่งที่อาตมาไม่ได้ทิ้งคือพระคาถาชินปัญชร อาตมาท่องบ่น ภาวนาทุกวัน ได้คาถามาจาก ส.อ.พิชิต ปกป้อง ซึ่งสนิทกับอาตมาพอสมควร มารู้ทีหลังว่าเขาได้มาจากสำนักปู่สวรรค์

          อานิสงส์ของพระคาถาชินปัญชรนั้นขณะที่ถางหญ้าอยู่ท่ามกลางแสงแดดอันเจิดจ้าก็ไม่รู้สึกร้อน รู้สึกอบอุ่น และวันหนึ่งช่างรวดเร็วจริงๆ ทำให้จิตใจสงบระงับ ไม่ฟุ้งซ่าน

          ก่อนที่จะพ้นกำหนดกักบริเวณไม่กี่วัน มีอยู่วันหนึ่ง วันนั้นเป็นวันที่อาตมาภาพรู้สึกมีความสงบ มีความสุขเป็นอย่างยิ่ง หลังจากภาวนา พระคาถาชินปัญชรแล้ว กางมุ้งจะเข้านอน สติสัมปชัญญะทุกอิริยาบถที่เคลื่อนไหวไปกางมุ้งชัดเจนมาก จนรู้สึกว่า เอ...เราไม่เคยเป็นอย่างนี้มาก่อนเลย ทำไมวันนี้จึงมีความรู้สึกชัดเจนอย่างนี้ถ้าจะเปรียบเทียบอารมณ์นั้น ก็เหมือนกับหนังสโลโมชั่น ที่เขาถ่ายทำกันอย่างช้าๆ นั่นแหละ   

          พอเข้านอน ทางกองร้อยเริ่มสวดมนต์ เสียงที่สวดมนต์คล้ายกับเป็น พลังงานชนิดหนึ่งพุ่งมาที่อาตมา ขณะนั้นความรู้สึกคล้ายกับตัวเราเป็นเครื่องรับวิทยุ สามารถรับเสียงสวดมนต์ที่กองร้อยกำลังสวดได้หมด และข้างมุ้งอาตมามีผู้หญิงสองคน ผู้ชายสองคนแต่งชุดขาวแบบคนถือศีล ๘ ห่มสไบเฉียง ถือพัดลักษณะงอๆ พัดโบกให้อาตมาอยู่ ใบหน้าของเขาเศร้าๆ คล้ายกับบอกว่าอาตมาไม่สมควรที่จะมาตกอยู่ในสภาพเช่นนี้เลย และเขามีความเป็นห่วงอาตมาอยู่มาก พอทางกองร้อยสวดมนต์จบ เขาก็ค่อยๆจางหายไป

          อาตมาจึงมานั่งคิดพิจารณาว่า ตั้งแต่เด็กจนกระทั่งบัดนี้เรามีความดีอะไรบ้าง สรุปแล้วมีแต่ความเลว นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เราสมควรจะเป็นคนดีเสียที

          พอครบกำหนดกักขังก็ปลดประจำการ จึงเดินทางกลับบ้าน ไปถึงบ้านพบแม่อยู่บ้าน จึงยกมือขึ้นไหว้ท่านแล้วบอกว่า แม่ แดงกลับมาแล้วแม่พูดว่า ดีแล้วลูก กินข้าวมาหรือยัง ขึ้นบ้านมาซิลูกอาตมาก็ก้าวขึ้นบนบ้านแล้วนั่งลง แม่ก็เดินเข้าไปในครัวยกเอาอาหารมาให้แล้วพูดว่า กินซะซิลูก

          ความตื้นตันพร้อมทั้งความสำนึกผุดขึ้นมาทันทีว่า โธ่แม่..คำว่าแม่นี้มีความหมายลึกซึ้งมาก ถึงลูกจะเลวจะชั่วช้าเป็นมหาโจรที่ใครๆ พากันเกลียดชังสักเพียงไร แม่นั้นยังรักลูกเสมอขณะนั้นน้ำตาคลอหยดลงบนหน้าตัก โธ่เอ๋ย เรานี้ไม่เคยสนใจแม่เลย ไม่มีอะไรจะทดแทนพระคุณท่านได้นอกจาก ชีวิต เอาละเราจะสมัครไปรบในลาว ถ้าเราตายแม่ยังได้เงินก้อน จะได้เอาเงินไว้เลี้ยงดูน้องซึ่งกำลังเรียนอยู่ เราไม่เคยทดแทนท่านเลยขอชดใช้กันด้วยชีวิตนี้แหละ

          จึงไปสมัครที่ตรงสะพานเกษะโกมล เขียนใบสมัครและรอเขาเรียกตัวเดินทางไปหา จ.ส.อ.องุ่น สิงห์สำอาง จ่ากองร้อย ซึ่งทำงานอยู่ในกองพัน เล่าให้จ่าฟังและขอร้องให้จ่าดูแลแม่ให้ด้วย ถ้าเป็นอะไรไป ขอให้จ่าวิ่งเรื่องเงินให้กับแม่ด้วย จ่าก็บอกว่า เออ ดีแล้ว เอ็งคิดดีแล้ว ในระหว่างนี้เอ็งมาล้างรถให้จ่านะ จ่าจะจ่ายให้เอ็งวันละ ๑๐๐ บาท เพื่อเป็นค่ากับข้าวและค่าใช้จ่ายของเอ็งจนกว่าจะเรียกตัว

          พอดีหมู่พิชิต ปกป้อง มา พอทราบเรื่องก็เลยชวนกันไปหาอาจารย์ เพื่อรับเครื่องรางของขลังไปสำหรับป้องกันตัวในสนามรบ ในขณะที่กำลังข้ามถนนจะเข้าวัดนั้น มีเสียงบอกก้องทั้งสองหูว่า “ถ้าอย่างนั้น เอ็งไปที่สำนักปู่สวรรค์ดูซิ” จึงถามหมู่พิชิตว่า หมู่ สำนักปู่สวรรค์อยู่ที่ไหน หมู่รู้จักไหม?” หมู่ถามว่า ทำไมล่ะ จึงบอกว่าได้ยินเสียงบอกให้ไปสำนักปู่สวรรค์ หมู่พิชิตจึงพามาที่สำนัก เห็นเขากำลังรดน้ำมนต์อยู่ มีคนดิ้นร้องครวญครางหลายคน รำพึงในใจว่า เอ มันเป็นไปได้อย่างไร เขาจ้างกันมาแสดงหรือเปล่า เขามาเล่นละครหลอกลวงกันหรือเปล่า?”

pramual05

ภาพพิธีรดน้ำมนต์รักษาโรคทางวิญญาณของสำนักปู่สวรรค์ในอดีต

          เลยตัดสินใจไปถามคนๆหนึ่ง ที่เขาถูกของไสยคุณว่า คุณครับ เขาจ้างคุณมาแสดงหรือเปล่า เขาจ้างเท่าไหร่? ทำไมคุณคุณจึงแสดงได้ดีจังเลย”  เขาตอบว่า ความจริงเขาไม่ได้จ้างมาหรอก ฉันป่วย ไม่สบาย มาขอรับการรักษาที่นี่ ไปรักษาที่อื่นเป็นปีๆ ก็ไม่หาย เลยลองมารักษาดู แต่พอรดน้ำมนต์แล้วมันก็เป้นอย่างที่เห็นนี่แหละ ครอบครัวฉันก็พอมีฐานะ รถเก๋งฉันก็มี เงินเดือนของคุณผู้ชายและของฉันก็พอใช้เหลือเฟือไม่ขัดสน ฐานะนั้นก็ดีอยู่แล้ว เวลารดน้ำมนต์แล้วมีคนบอกให้ฟังถึงกิริยาอาการที่ฉันแสดงออก ก็มีความรู้สึกอายเขาเหมือนกัน แต่ไม่รู้จะทำอย่างไรได้ มันเป็นของมันเอง

          พอทำพิธีรดน้ำมนต์เสร็จแล้ว อาจารย์สุชาติ โกศลกิติวงศ์ ก็เดินลงมาจากกุฏิที่พัก หมู่พิชิตจึงแนะนำให้รู้จัก เมื่อเห็นหน้าครั้งแรกรู้สึกคล้ายๆจะรู้จักกัน มีความรู้สึกคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก หมู่พิชิตก็เลยบอกว่า อาจารย์ ไอ้นี่มันจะไปรบที่ลาว จะขอผ้ายันต์พิทักษ์เอกราชให้มันสักผืนหนึ่ง

          อาจารย์สุชาติ มองหน้าอาตมาสักพักหนึ่งก็ไม่พูดอะไร ขึ้นไปหยิบผ้ายันต์พิทักษ์เอกราชมาให้ ๑ ผืน แล้วขอตัวไปทำธุระ หมู่พิชิตก็ชวนไปอัญเชิญเทวะประจำใบโพธิสัตว์กับหลวงพ่อสงบ จิตธรรม โดยไม่ได้สนทนากับหลวงพ่อเท่าไร พอเสร็จพิธีแล้วก็เดินทางกลับบ้าน กลับมาบ้านมานั่งคิดว่าแปลกดีเหมือนกันสำนักนี้ จะมีอะไรซ่อนเร้นอยู่เบื้องหลังหรือเปล่า เราจะต้องเข้าไปศึกษาค้นคว้าดู

          ทีนี้ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ จะต้องมาช่วยเขาจับคนรดน้ำมนต์บ้าง รัดถุงน้ำมนต์น้ำมันบ้าง จนกระทั่งวันหนึ่งเป็นวันจันทร์ไม่ได้ไปทำอะไร อยู่ๆก็อยากจะไปสำนัก ก็เลยนั่งรถประจำทางมาลงปากซอย แล้วเดินเข้ามา พอดีพบอาจารย์สุชาติ ก็ยกมือไหว้เขา เขาก็พูดว่า เอ้า วันนี้ว่างไปหุบผาสวรรค์กันไหม จะไปปลุกเสกผ้ายันต์พิทักษ์เอกราช ที่ถ้ำสิงห์มงคลจึงรับปากว่าว่าง จะไปด้วย อาตมาจะไปเอาเสื้อผ้าที่บ้าน อาจารย์สุชาติจึงให้ไพบูลย์ขับรถว๊อกซ์ฮอล์ พร้อมทั้งอาจารย์ก็ไปที่บ้านด้วย แต่ไม่ได้เข้าไปในบ้าน อาตมาเข้าบ้านเอาชุดทหารติดไปด้วย แล้วเดินทางไปหุบผาสวรรค์

          คืนนั้นท้าวมหาพรหมชินนะปัญจะระมาเป็นเจ้าพิธีในการลงพลังจิตผ้ายันต์พิทักษ์เอกราช ท่านก็เอาคทาเคาะหัวหนึ่งครั้ง คืนนั้นก็ไม่ได้นอน แต่ก็มีความรู้สึกว่าที่นี่เป็นสถานที่ดีมาก เหมาะแก่การทำจิตให้สงบ รุ่งขึ้นพอดีมีรถกลับกรุงเทพฯ เลยกลับมาบ้าน บอกกับแม่ว่า แม่ถ้าแดงไปอยู่สำนักปู่สวรรค์ล่ะ แม่จะว่าอย่างไร แม่บอกว่า ตามใจซิลูก ก็เลยมาอยู่กับยุทธพงษ์ในสวน (ในซอย ๖๕ ถนนเพชรเกษม)

          สมัยนั้นก่อนนั้นอาหารการกินไม่อุดมสมบูรณ์ ต้องช่วยเหลือตัวเองยุทธพงษ์ปลูกผักบุ้งเอาไว้ในร่องสวน น้ำมันไม่มีผัด ก็เอาน้ำมันมนต์ไปผัดข้าวกินบ้าง ผัดผักบุ้ง ทอดไข่สารพัด ส่วนมากกินผักที่ปลูกไว้กินเอง ดีอย่างหนึ่งอาจารย์พงษ์เป็นคนกินง่าย อยู่ง่าย นอนง่าย แต่เป็นคนช่างซักช่างถาม ช่างพูดจนน่ารำคาญ เลยตัดบทเลยว่า อย่าถามมากนักเลย ผมเป็นคนไม่ช่างพูด เจอคนพูดมากๆแล้วรำคาญ อีกประการหนึ่ง ผมไม่ใช่ผู้ต้องหาหรือนักโทษมีอะไรจะให้ช่วยก็บอก ผมเป็นคนใจร้อนนะ ระวังหน่อย

          บางวันก็ช่วยลอกท้องร่องสวน เก็บผัก หุงข้าว ช่วยกันทำ อยู่ช่วยงานสำนักได้ประมาณ ๓ เดือน วันเสาร์ก็ขึ้นไปดูหลวงปู่จ่ายยา เพราะเมื่อก่อนรักษาอาทิตย์ละ ๒ วัน ขณะนั่งดูอยู่ก็คิดขึ้นว่า สำนักนี้เขาช่วยเหลือคนด้วยความจริงใจ ไม่มีเบื้องหน้าเบื้องหลังแอบแฝงเลย เป็นสำนักที่ทำประโยชน์ต่อเพื่อนมนุษย์ทั้งสิ้น เอ..อย่างนี้เรามีความรู้สึกว่าเราทำได้นา อย่างหลวงปู่ทำนี่ เราต้องทำได้ พอหลวงปู่รักษาคนเสร็จท่านเรียกเข้าไปแล้วบอกว่า เอ็งมาอยู่ที่นี่น่ะดีแล้ว แต่ที่นี่คนช่วยงานก็พอมีอยู่แล้ว เอ็งไปช่วยงานที่หุบผาสวรรค์ดีกว่า แล้วเอ็งจะได้อะไรดีๆ เพราะที่นั่นยังขาดคนดูแล

          จึงเดินทางพร้อมกับยุทธพงษ์ ไปอยู่หุบผาสวรรค์ มีหน้าที่เลี้ยงหมา อาบน้ำหมา กวาดเก็บทำความสะอาด ถางหญ้า ถางกอไผ่ เรียกว่ามาบุกทัพสอง เพราะอาจารย์ฮ้อมาอยู่ก่อน เมื่อพระสวดมนต์เราก็สวด พระเดินจงกรมเราก็เดิน พระนั่งกรรมฐานเราก็นั่ง รู้สึกว่ามีความสงบดี อยู่ได้ประมาณ ๓ เดือน

          คืนวันหนึ่งก่อนนอนก็สวดมนต์ไหว้พระเสร็จก็ดับเทียน เพราะสมัยนั้นยังไม่มีไฟฟ้าใช้ แล้วก็เริ่มนั่งเจริญกรรมฐาน จับลมหายใจเข้าออก พร้อมกับภาวนา พุท โธเป็นอารมณ์กรรมฐาน นั่งได้ประมาณ ๑ ชั่วโมง มีความรู้สึกเมื่อยจึงเอนกายลง แต่ประคองจิตภาวนาตาลืมอยู่ ความรู้สึกว่าลมหายใจมันจะขาดให้ได้ อึดอัดเล็กน้อย ทันใดนั้นภายในกุฏิเริ่มสว่างขึ้น จนเห็นภายในกุฏิชัดเจน มีพระรูปหนึ่งมีรัศมีแบบท้าวมหาพรหมชินนะ ที่อาตมาสร้างขึ้นมาใหม่นี้ มีรูปร่างสวยงามมาก ในชีวิตไม่เคยเห็นพระที่ไหนมีรูปร่างสวยขนาดนี้เลย ท่านยิ้มแล้วพูดขึ้นว่า ผู้ที่ไม่ได้อยู่ใต้ร่มกาสาวพัสตร์น่ะมีกรรมหนักน่ะ ให้ไปคิดดู ขณะนั้นอาตมามีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ ตาก็ยังลืมอยู่ยกมือที่วางเหยียดไว้ มาทาบหน้าอก เอ..เราไม่ได้หลับนี่หว่า แล้วท่านเข้ามาได้อย่างไร พระองค์นั้นท่านก็ยังยิ้มอยู่ แล้วค่อยๆจางหายไป ในกุฏิก็มืดตามเดิมจึงค่อยๆ ประคองกายขึ้นมานั่งพิจารณาและได้ความคิดว่า

          พระองค์ที่ปรากฏให้เห็นนี้จะต้องเป็นผู้สำเร็จองค์ใดองค์หนึ่งซึ่งมีกรรมพัวพันกับเราจึงได้มา บอกชี้แนะแนวทางที่ถูกต้องให้กับเรา เพื่อที่จะได้ประพฤติปฏิบัติต่อไป แล้วรำพึงต่อไปว่า ถ้าเราบวชล่ะ แม่จะเป็นอย่างไร แต่อีกใจหนึ่งตอบออกมาว่า ถ้าบวชแม่ก็ตาย เอ๊ะ ถ้าไม่บวชล่ะ ก็ตอบออกมาอีกว่าไม่บวชแม่ก็ตาย เอ๊ะ..แล้วเราจะทำอย่างไรล่ะ ตอบออกมาว่า เราควรจะบวชเสียดีกว่า แม่ยังได้บุญกุศลบ้าง จึงตัดสินใจบวชทันที

          พอรุ่งเช้าไปเล่าให้อาจารย์ฮ้อฟัง ก็พอดีรถจากสำนักปู่สวรรค์ไปถึงจึงได้ทราบข่าวว่า หลวงปู่ทวดมีพระบัญชาให้จัดงานบวชเณร ๓๐ รูป จึงได้สมัครบวชเป็นคนแรก เมื่อสมัครบวชแล้วจึงเดินทางกลับมาบ้าน มาบอกแม่ว่า แดงจะบวชเณรนะ แล้วจะบวชพระต่อ แม่บอกว่า ตามใจซิลูกจึงเดินทางพร้อมแม่ไปจันทบุรี หาย่าและญาติพี่น้อง ตอนนั้นพ่อเสียชีวิตแล้ว

          ย่าบอกว่า ย่าอยากได้ที่ของป๋าเอ็งจึงเซ็นมอบฉันทะให้โดยไม่รู้ว่าทั้งหมดมีกี่ไร่ ราคาเท่าไร เพราะโยมผู้ชายเคยบอกไว้ว่า ทรัพย์สมบัติส่วนของป๋ายกให้ย่านะ อย่ายุ่งกับเขาเลยจึงทำตามคำสั่ง

หลังจากนั้น เดินทางกลับมาหุบผาสวรรค์ก่อน เพราะแม่บอกว่าจะกลับมาทีหลัง เลยบอกกับแม่ว่า แม่จะต้องถือศีล ๕ นะ รักษาศีลเอาไว้ให้ดีแล้วสอนวิธีนั่งสมาธิ และบอกว่าไปไหนมาไหนอย่าทิ้งคำภาวนา พุทโธ นะ แล้วเดินทางกลับ

พอก่อนบวช ๔ วัน มีความรู้สึกบอกทันทีว่า น่ากลัวแม่ตายแล้วรู้สึกใจหายเหมือนกัน แต่ก็ทำใจได้ วันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๑๕ ถึงวันบวชเณรในถ้ำสาลิกาทั้งหมด ๓๐ รูป ทางสำนักได้นิมนต์เจ้าคณะจังหวัดราชบุรีมาทำพิธีบรรพชาให้ พอบวชเณรแล้ว ๑ อาทิตย์ น้าสาวส่งข่าวมาบอกว่า แม่ตายแล้วก่อนวันบวช ๔ วัน หัวใจวายบนรถเมล์ประจำทาง ได้ข่าวว่าเอาศพไว้ที่จังหวัดระยอง ยังไม่รู้ว่าสุสานไหน

บวชเณรอยู่ ๒ ปี หน้าที่เลี่ยงหมาตามเดิม สวดมนต์ทำวัตรเช้าเย็น ทำกรรมฐานในถ้ำสาลิกา หลวงปู่เรียกตัวมาถามว่า พร้อมจะบวชพระหรือยัง?” เลยตอบไปว่า แล้วแต่หลวงปู่จะพิจารณาครับ ท่านเลยมีคำสั่งให้จัดบวชพระ มี พระมั่น , พระปรีชา , พระจำนง , อาตมา กับอีก ๓ รูป รวมเป็น ๗ รูป กำหนดวันอุปสมบทวันที่  ๒ พฤศจิกายน ๒๕๑๖ ณ วัดปากท่อ โดยมีพระครูอินทโชติวัฒน์ เจ้าคณะอำเภอปากท่อเป็นพระอุปัชฌาย์ เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ที่เสียชีวิตในวันมหาวิปโยค ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ พอบวชพระแล้วก็มาช่วยงานที่สำนักปู่สวรรค์ ที่ร้านสวรรค์รำลึกพักหนึ่ง พอดีมีงานมหาพุทธาภิเษกพระสมเด็จดิน ๙ ประเทศ หลังจากนั้นจึงกลับมาดูแลร้านสวรรค์รำลึกตามเดิม

 pramual02

เมื่อบวชพระแล้ว

ในช่วงนี้อาตมาได้ใกล้ชิดหลวงพ่อสงบ ผู้ที่ทำพิธีอัญเชิญเทวะประจำใบโพธิสัตว์ อาตมาได้เห็นบางอย่างที่หลวงพ่อท่านชอบกระทำเสมอๆ คือความเป็นคนปากร้าย อาตมาใจร้อน พอได้ยินบ่อยๆ ก็เกิดความโกรธ ถึงขนาดเคยคิดว่าอยากจะชกท่าน ถ้าทนไม่ไหว แต่ก็พยายามข่มใจไว้ และช่วงนั้นคิดอยากจะออกธุดงค์

จนกระทั่งวันหนึ่ง กลับจากงานวันมาฆบูชา โดยหม่อมเจ้าชุมปกะบุตรชุมพล ทรงขับรถมาส่งที่สำนักปู่สวรรค์ วันนั้นเพลียมาก พอมาถึงจึงรีบนอน โดยนิสัยอาตมาแล้ว ก่อนนอนจะต้องนั่งกรรมฐานก่อนทุกครั้ง เมื่อเมื่อยแล้วจึงนอนภาวนาจนหลับ แต่วันนี้เพลียเป็นพิเศษ จึงนอนภาวนาไปพักหนึ่ง จะว่าหลับก็ไม่หลับ จะว่าตื่นก็ไม่ตื่นเรียกว่าครึ่งหลับครึ่งตื่น ได้เห็นภาพเป็นความรู้สึกที่ชัดเจนมาก มีแสงสว่างขึ้นก่อนแล้วมีภาพหลวงพ่อสงบเป็นฤาษียืนถลึงตามองกันอยู่ แล้วมีเสียงบอกว่า เอ็งกับพระสงบน่ะ เคยอาฆาตจองเวรกันมา มันเป็นคนที่ปากร้ายแต่ใจดี นิสัยสันดานมันอย่างนี้แหละ อโหสิกรรมให้มันเถอะ

ขณะนั้นอาตมาจึงตัดสินใจอโหสิกรรม ไม่ว่าจะล่วงเกินตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน จะเป็นกรรมขนาดไหน ขออโหสิกรรมให้หมด แล้วภาพนั้นตัดออกไป

ต่อมาเป็นภาพอาตมาถูกมัดมือไพล่หลังเขากำลังจะเอาไปตัดคอ ซึ่งเป็นบรรยากาศที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในโลกมนุษย์ แล้วมีเสียงบอกอีกว่า นรกเอ็งก็เคยตกมาแล้ว มันทุกข์ยากลำบากขนาดไหนก็รู้แล้ว พยายามประคองตัวเอาไว้อย่าให้มันตกไปอีกเลย

ภาพนั้นตัดออกไปอีก แล้วเป็นภาพเหมือนกับตัวอาตมาในปัจจุบันนี้ แต่ผมหยิกกว่า ผิวคล้ำกว่า ลอยตัวอยู่กลางอากาศ เห็นอาจารย์สุชาติและคนอีกประมาณ ๓๐ คน ยืนอยู่ชายทะเลแห่งหนึ่ง ตัวอาจารย์เรียกอาตมาไว้ แล้วบอกว่า “เรานั้นมีความแข็งแกร่งดีแล้วหรือ ปีกกล้าขาแข็งแล้วหรือ การจะไปบำเพ็ญนั้น ไม่ว่าจะไปบำเพ็ญที่ไหน ไม่ว่าจะเป็นกลางสะดือมหาสมุทร หรือไปป่าลึกก็แล้วแต่ ถ้าจิตใจยังวุ่นวายอยู่ อยู่ที่ไหนมันก็วุ่น สู้อยู่ใกล้ๆ กับครูบาอาจารย์ไม่ดีกว่าหรือ” จึงคิดจะอยู่ที่นี่ต่อไป ภาพก็ตัดออกไปอีก

ทีนี้มาอยู่ในกุฏิเราที่นอนอยู่ มองไปที่ปลายเท้า เห็นเราอีกนหนึ่งยืนอยู่แล้วรำพึงว่า เอ..เราทำไมมีสองคน เอ้า..เราเป็นใครกันแน่ มาจากไหนฝ่ายที่ยืนอยู่ก็มองมาที่นอนอยู่ เห็นภาพซ้อนในกายอีกชั้น ก็คิดว่า เอ..เราเป็นใครกันผมหยิกๆ ผิวคล้ำ เอ..ยักษ์นี่หว่า อ๋อ ยักษ์ เอ..แต่ทำไมไม่มีเขี้ยว อ๋อยักษ์ที่ พอละโทสะได้บ้างแล้ว เป็นยักษ์บำเพ็ญ มาจากไหน มาทำไม? ..มารับใช้พระพรหมชินนะ รับใช้หลวงปู่ รับใช้หลวงพ่อเท่านั้นเอง ร่างที่ยืนอยู่ปลายเท้าก็พุ่งทับร่างที่นอนอยู่ทันที ร่างที่นอนอยู่ก็ผุดลุกขึ้นนั่งอย่างทันควัน อ๋อ..เราเป็นยักษ์นี่หว่า

เคยเห็นคนของขึ้นบ้างไหม? เหมือนกับตอนที่พระพรหมชินนะถ่ายพลังให้นั่นแหละ กุฏิสั่นตึงๆ สักพักน้ำตาไหลพราก โอ..ธรรมะของพระพุทธองค์อย่างนี้เองหนอ

เมื่อรู้กำพืดเดิมของตัวเองแล้ว ก็เริ่มทำการปลุกเสกคทารักษาโรค รุ่นแรกของสำนัก จนกระทั่งหลวงพ่อสมเด็จฯมาบอกว่า ตอนนี้ไอ้มวลมันกำลังบ้าปลุกเสกคทาอยู่ เตรียมตัวถวายตัวขึ้นถวายครูกับพระพรหมนะจ๊ะพอหลวงปู่มาท่านก็สั่งอีกให้ถวายตัวขึ้นครูกับพระพรหมชินนะ จึงให้สานุศิษย์สำนักช่วยจัดเทียนแพถวายตัว อย่างเป็นทางการในการถ่ายทอดวิชารักษาโรค จากบรมครูทั้ง ๓ พระองค์

หลังจากนั้น ก็ได้รับคำสั่งให้เดินทางไปรักษาโรคตามศูนย์ต่างจังหวัดทั้งภาคเหนือและอีสานประมาณ ๑๐ กว่าจังหวัด โดยยังไม่รู้เลยว่าเราจะรักษาอย่างไร เมื่อท่านสั่งเราก็ไป ทำตามสั่ง เยี่ยมศูนย์อยู่นานพอสมควร  คืนหนึ่งมีเทวดามาบอกว่าจดหมาย ๓ ฉบับนี้ เป็นของหลวงปู่ หลวงพ่อ พระพรหมชินนะ ให้เอามาให้ จึงรับไว้ไม่ได้แกะออกดู รู้ว่าจะต้องรับหน้าที่งานใดงานหนึ่งอย่างแน่นอน จนกระทั่งพระพรหมชินนะมาประกาศแต่งตั้งอย่างเป็นทางการให้เป็นผู้รักษาโรคที่สำนักปู่สวรรค์

 pramual01

พระอาจารย์ประมวล ปิยธัมโม ในพิธีลงพลังจิตวัตถุมงคลของสำนักปู่สวรรค์

หลังจากนั้นได้ถ่ายทอดวิชารักษาโรคให้กับพระ ฆราวาส  แม่ชี และผู้มีความศรัทธา ๓๐ กว่าราย เพื่อไปรักษาตามภูมิลำเนาเดิมของเขา หรือตามศูนย์ประจำจังหวัดต่างๆ แล้วจึงจัดตั้ง กลุ่มบาทเดียวจิตสบาย เพื่อเป็นทุนในการเลี้ยงภัตตาหารของภิกษุสามเณร และเพื่อใช้จ่ายเป็นสวัสดิการรักษาโรคภัยไข้เจ็บของสานุศิษย์ทั่วไปด้วย เมื่อกลุ่มเป็นปึกแผ่นดีแล้ว จึงเดินทางไปอยู่ที่จังหวัดอุตรดิตถ์เป็นเวลา ๘ ปี จนกระทั่งทราบข่าวว่าสำนักประสบมรสุมหนักพอสมควร อาตมาอยู่ทางนั้นก็พยายามแก้ข่าวให้เรื่อยโดยไม่ได้ทอดทิ้งสำนัก ถึงเวลามีงานไหว้ครูประจำปี อาตมาก็มาทุกปี ยกเว้นไม่มีปัจจัยเดินทางมาเท่านั้น

อยู่อุตรดิตถ์อาตมาก็เปิดทำการรักษาโรคเช่นกัน เฉพาะในวันพระ มีญาติโยมมาทำบุญวันพระ แล้วหลังจากนั้นอาตมาจะนำสวดมนต์แบบสำนักปู่สวรรค์ และนั่งกรรมฐาน เสร็จแล้วจึงทำการรักษาโรคให้ ในระยะ ๘ ปีนี้

ต่อมาอาตมภาพได้ขออนุญาตสร้างวัดก็ได้รับอนุมัติให้สร้างได้ โดยถูกต้องตามกฎของมหาเถรสมาคม คือเป็นสำนักสงฆ์ขึ้นทะเบียนกับกรมการศาสนาแล้ว  ต่อมาได้รับการแต่งตั้งจากเจ้าคณะจังหวัดให้เป็น เจ้าอาวาสวัดร่มโพธิญาณ ต.ชัยชุมพล อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์ คือที่เคยเป็นสำนักสงฆ์นั้น

หลังจากอาตมาไปอยู่ได้ ๕ ปี ได้นำไฟฟ้าเข้า สร้างศาลาบรมครูจำลองแบบสำนักปู่สวรรค์ ซุ้มประตู รวมทั้งสิ้นใช้จ่ายเงินประมาณหนึ่งล้านบาท

ในวัดขณะนี้พออยู่ได้อย่างสบาย ไม่มีใครมารบกวน เป็นสถานที่สงัดจากผู้คน เหมาะแก่การปฏิบัติธรรมอย่างยิ่ง จนกระทั่งมีคำสั่งให้มาเฝ้า เพื่อวางแผนงานเดินทางไปต่างประเทศ อาตมาจึงได้เดินทางมาสำนัก พักนานกว่าทุกคราว

นี่คือประวัติความเป็นมาของอาตมาซึ่งอาจจะไม่สมบูรณ์นัก สำหรับอาตมา ถือว่าสำนักปู่สวรรค์เป็นแหล่งที่ชุบชีวิตของความเป็นคนที่มืดบอด อบรมขัดเกลาจิตใจให้อาตมาได้พบแสงธรรม และดำเนินชีวิตอย่างถูกต้อง ใครจะว่าอย่างไรก็ตาม อาตมาเห็นว่าสำนักปู่สวรรค์มีพระคุณต่ออาตมาอย่างยิ่ง

และเชื่อในความบริสุทธิ์ของอาจารย์สุชาติ โกศลกิติวงศ์ ว่าเพียงแค่ตัวอาจารย์เอง ไม่จำเป็นต้องเป็นหลวงปู่ทวด หรือหลวงพ่อโต ท้าวมหาพรหมชินนะฯ อาตมาก็สามารถเรียกอาจารย์อย่างเต็มปากโดยไม่กระดาก เพราะถือว่าบุคคลนี้คืออาจารย์ของเรา และการประพฤติปฏิบัติของเขานั้น ประพฤติดี ปฏิบัติชอบกว่าอาตมามากมายนัก

ที่เขียนนี้มิใช่เป็นการยกยอปอปั้น แต่เป็นเรื่องจริง และขอเชิญทุกคนมาสัมผัสกับคนเหนือคนผู้นี้ เพื่อพิสูจน์ว่า บุคคลนี้มีความหยั่งรู้และเป็นอัจฉริยะขนาดไหน อย่างไร? ขอยุติแต่เพียงเท่านี้

โดยพระประมวล ปิยธัมโม วันที่ ๑๓ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๓๑

Contribute!
Books!
Shop!