E-book สวรรค์รำลึก

สถิติเยี่ยมชมเว็บสวรรค์รำลึก

740741
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
125
266
1763
736925
5635
13749
740741

Your IP: 54.156.37.123
Server Time: 2017-08-19 03:45:33

รำลึกศึกษา

ศึกษาประวัติของหุบผาสวรรค์เมืองศาสนาในอดีต

ร้านหนังสือสวรรค์รำลึก

เยี่ยมชมเรา

สื่อมงคลสำนักปู่สวรรค์

สิ่งดีที่ฝากไว้ ดร.คลุ้ม วัชโรบล

ความรู้ทางวิญญาณ จากการศึกษาของ ศาสตราจารย์ ดร.คลุ้ม วัชโรบล

ภาพยนต์รำลึก

ชมภาพยนต์ประวัติศาสตร์และสื่อเพื่อการศึกษาค้นคว้า

ประวัติสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต)พรหมรังษี

 

สมเด็จโต

ประวัติสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต)พรหมรังษี
รวบรวมเมื่อ ๓ มีนาคม พ.ศ.๒๕๒๓
ชาตะ ขึ้น ๑๒ ค่ำ เดือน ๕ ปีวอก

ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ ๑๗ เมษายน พ.ศ. ๒๓๓๑ เวลาเช้า ๖ นาฬิกา ๓๕ นาที
มรณะ แรม ๒ ค่ำ เดือน ๘ ปีวอก ตรงกับวันเสาร์ที่ ๒๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๑๕

                             เวลาเที่ยงคืน สิริรวมชนมายุ ๘๔ ปี ๖๗ วัน
...........................................................................................................................................
         ตามที่หลวงพ่อสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต)พรหมรังษี เคยเล่าไว้นั้น ท่านชี้แจงว่าท่านเกิดในสมัยรัชกาลที่๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อวันขึ้น ๑๒ ค่ำ เดือน ๕ ปีวอก ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ ๑๗ เมษายน พ.ศ.๒๓๓๑ เวลา ๑๖.๓๕ นาฬิกา
ท่านเป็นบุตรนอกเศวตรฉัตรในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่๒ แห่งราชวงศ์จักรี กล่าวคือในสมัยรัชกาลที่๑ นั้น ได้เกิดศึกขึ้นทางภาคเหนือของไทย โดยกองทัพเวียงจันทน์จะยกมาตีเมืองโคราช พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว(สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ ) จึงทรงมีรับสั่งให้รัชกาลที่๒ ซึ่งขณะนั้นทรงดำรงพระยศเป็นเจ้าฟ้า ไปปราบศึกที่ยกมา รัชกาลที่๒ ซึ่งขณะนั้นเพิ่งมีพระชนมายุได้ ๑๗ พรรษาเท่านั้น ก็ได้ยกทัพไปทางเรือ ครั้นไปถึงจังหวัดกำแพงเพชรก็ได้มีชาวบ้านจัดสินค้าต่างๆมาขายแก่พวกทหารในกองทัพ ในจำนวนแม่ค้าพายเรือมาขายของนั้น ได้มีมารดาของท่านซึ่งเป็นสาวงามชาวกำแพงเพชรด้วยผู้หนึ่ง( ท่านเล่าว่ามารดาของท่านชื่อ แม่งุด ) มารดาของท่านพายเรือขายผลกระท้อนแก่พวกทหาร ด้วยบุพเพสันนิวาส พวกนายทหารเห็นเป็นบุญว่ามารดาของท่านเป็นคนสวยจึงชักพาให้ได้กับเจ้าฟ้าแม่ทัพ และได้อยู่ร่วมกันคืนหนึ่ง ก่อนที่จะจากไปท่านแม่ทัพบิดาของท่านได้ประทานรัดประคดอันหนึ่งแก่มารดาของท่านไว้ เพื่อมอบให้บุตรที่จะเกิดขึ้นต่อไป ทั้งรับสั่งไว้ด้วยว่าถ้ามารดาของท่านคลอดบุตรเป็นชายให้ตั้งชื่อว่า “โต” ถ้าคลอดบุตรเป็นหญิง ให้ตั้งชื่อว่า “เกตุแก้ว” หลังจากนั้นก็เดินทัพต่อไป
 ต่อมามารดาของท่านก็ได้ตั้งครรภ์ท่าน ระหว่างตั้งครรภ์มารดาของท่านได้ล่องเรือลงมาสืบหาสามีถึงบางกอก จึงได้ทราบว่าสามีเป็นเจ้าฟ้าผู้สูงศักดิ์ จะเป็นกษัตริย์สืบต่อไปก็เกิดความเจียมตัวจึงไม่แสดงตัว และได้คลอดท่านที่บ้านญาติที่บางกอกน้อยนั้นเอง ตั้งชื่อว่า “โต” ตามที่บิดาท่านสั่งไว้
 ตอนเล็กๆนั้นท่านเป็นเด็กที่เรียกว่า “ตัวกระเปี๊ยกเลี๊ยก” เพราะกินอยู่ไม่สมบูรณ์ ต่อมาตาและมารดาของท่านได้ไปค้าขาย ( ท่านว่าไปขายของจับฉลาก ) อยู่ที่จังหวัดพิจิตร แล้วต่อมาก็ได้อพยพไปอยู่ที่อำเภอไชโย จังหวัดอ่างทอง
 เมื่อท่านอายุได้ ๗ ขวบ ท่านอยากบวชจึงไปบอกแม่กับตา แม่กับตาก็ให้บวชเป็นสามเณรอยู่ที่วัดสำนักสงฆ์ใหญ่ ( ซึ่งต่อมาจึงได้สร้างเป็นวัดเกตุไชโย ) ท่านบวชแล้วก็เกิดไม่ยอมสึก แม่ไม่ทราบจะทำอย่างไรก็ปล่อยให้บวชไปเรื่อยๆ พอผ่านไปสัก ๓ พรรษา ตอนนั้นอายุได้สัก ๑๐ ขวบ ท่านก็ยังไม่ยอมสึกตามที่มารดาของท่านพยายามให้สึก สมัยนั้นหน้าวัดที่ท่านบวชมีเรือสำเภาล่องมาจากทางเหนือคือทางปากน้ำโพผ่านมาจอดเสมอ สามเณรโตคิดว่าขืนอยู่อ่างทองนี้ต้องสึกแน่เพราะมารดาและตาของท่านฝากความหวังไว้กับท่าน ต้องการให้สึกจึงอ้อนวอนรบเร้าท่านเสมอ ท่านไม่อยากสึก ท่านจึงได้สอบถามว่าเรือสำเภาลำไหนบ้างที่พรุ่งนี้เช้าล่องไปบางกอก ก็ได้มีไต้ก๋ง(กัปตันเรือสำเภา) ชื่อแดงประจำเรือสำเภาลำหนึ่งบอกว่าเณรจะไปไหน พรุ่งนี้เรือจะล่องไปบางกอกตอนตีห้าท่านก็บอกไต้ก๋งแดงว่า ท่านจะไปเที่ยวบางกอก แล้วก็กลับไปเก็บข้าวของเตรียมเดินทาง
 คืนนั้นท่านนอนไม่หลับ เพราะเกิดการต่อสู้ทางความคิดขึ้นในจิตใจท่านเป็นอย่างมาก ตากับแม่ฝากความหวังไว้ที่ท่าน แต่ท่านนั้นดื่มด่ำในรสพระธรรมและจะทิ้งไปโดยไม่บอกให้ทราบ ไม่ทราบอะไรเป็นสิ่งบันดาลให้สามเณรน้อยตัดสินใจ รุ่งเช้าตีห้าท่านเก็บข้าวของลงเรือโดยไม่บอกทางบ้าน และเรือนั้นก็มาเทียบที่ท่าวัดอินทร์สามเสน ท่านได้ไปอยู่กับเจ้าอาวาสวัดอินทร์ บางขุนพรหม กรุงเทพมหานคร ท่านเจ้าอาวาสวัดอินทร์เห็นท่านมีหน้าตาท่าทางฉลาด จึงเอาท่านไปฝากที่วัดระฆัง
 รุ่งขึ้นก่อนที่สามเณรจะถูกจับมาฝากวัดระฆังนั้น คืนนั้นเจ้าอาวาสวัดระฆังได้ฝันว่า มีช้างเผือกเชือกหนึ่งโผล่ขึ้นไปบนกุฏิท่านแล้วไชตู้พระไตรปิฎกรื้อลงมาหมด แล้วเคี้ยวพระไตรปิฎกเข้าไปหมด เจ้าอาวาสตกใจตื่น รุ่งเช้าจึงสั่งพระเลขานุการไว้ว่า ถ้าวันนี้มีใครเอาอะไรมาที่นี่ จงรับไว้ห้ามปฏิเสธเด็ดขาด เจ้าอาวาสคอยเหตุการณ์จนสายก็พอดีมีอำแดงพรนิมนต์ไปฉันที่คลองบางกอกน้อย ก็สั่งกำชับเลขานุการไว้อีก
 ครั้นเจ้าอาวาสออกไปแล้วก็พอดีทางวัดอินทร์นำสามเณรน้อยคือท่านมาฝากที่วัดระฆัง ทีแรกก็เกือบถูกไล่ออกจากกุฏิ เพราะเจ้าอาวาสสั่งว่ามีอะไรให้รับไว้นั้น ไม่ได้บอกให้รับคน คุยกันอยู่นั้นก็พอดีเจ้าอาวาสกลับมาได้เห็นสามเณรก็บอกว่าตรงกับความฝัน จึงรับอุปการะและให้การศึกษา
 ศึกษาอยู่พักหนึ่ง ได้ถูกส่งให้มาอยู่วัดมหาธาตุ ต่อมาทางวัดอินทร์ได้ขอตัวท่านไปอยู่ที่วัดอินทร์ โดยอ้างว่าเพราะสามเณรองค์นี้เทศน์เก่ง ขอให้ไปเทศน์ให้ญาติโยมที่วัดอินทร์ฟัง ระหว่างอยู่ที่วัดอินทร์ท่านได้เล่าเรียนวิชาจนแตกฉาน มีพระสังฆราชไก่เถื่อนเป็นอาจารย์
 ต่อมาเสมียนตราด้วงซึ่งเป็นคนสนิทของเจ้าฟ้าในวังมาพบท่านเข้า ถูกชาตาจึงจะพาไปเทศน์ที่วัดพระแก้ว ซึ่งเป็นวัดหลวงเทศน์ให้เจ้าฟ้าฟัง พอสามเณรเข้าเฝ้านั้นก็นึกถึงแม่ ให้รัดประคดเอาไว้ว่า อันนี้ลูกจะต้องเก็บให้ดีเป็นของเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน ในวันที่ที่จะเข้าเฝ้าเจ้าฟ้านั้น ท่านจึงได้เอารัดประคดนี้มาคาดแล้วเข้าไปเฝ้า
 เจ้าฟ้าผู้เป็นบิดาทอดพระเนตรเห็นรัดประคดก็ทรงจำได้และรู้ว่าเป็นเชื้อพระวงศ์ ก็กราบทูลให้พระเจ้าแผ่นดินทรงทราบความเป็นมา และพาท่านเข้าเฝ้าถวายตัวต่อพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๑ ทรงโปรดฝีปากการเทศน์ จึงทรงรับอุปถัมภ์ไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ โดยพระราชทานเรือกันยาเป็นรางวัลแก่ท่านด้วยขณะนั้นท่านอายุได้ ๑๖ – ๑๗ ปี และได้ย้ายไปอยู่วัดปรินิพพาน( วัดมหาธาตุ ) อาศัยอยู่กุฏิแดงน้อย ริมแม่น้ำเจ้าพระยา มีหน้าที่เรียนหนังสืออย่างเดียว ระหว่างเรียนหนังสือก็มีอาหารจากในวังส่งมาให้เป็นประจำ แต่ท่านก็ยังไม่อ้วน ท่านเล่าว่าตอนนั้นพยาธิมันมาก กินแล้วก้ยังตัวผอมเกร็งอยู่อย่างนั้น โอกาสนี้ท่านได้สนิทสนมคลุกคลีกับเจ้าฟ้ารัชกาลที่ ๔ ด้วย ต่อมาท่านเป็นมหาสามประโยค ได้กลับไปเยี่ยมแม่ด้วย และหลังจากนั้นจึงได้ไปบวชเป็นพระที่จังหวัดพิจิตร
 ตอนที่ท่านเรียนหนังสือ ท่านอ่านตำราแตกฉาน จนกระทั่งพระอาจารย์บอกว่า นิมนต์มหาโตไปเรียนกับพระประธานในโบสถ์ ท่านก็ไปอ่านไปคุยคุยกับพระประธานในโบสถ์
“ถูกไหม ไม่ถูก อาตมาก็ใส่ของอาตมาเองถูกทั้งนั้น”ถึงสิบเอ็ดนาฬิกาก็ออกมาฉันเพล ตอนนั้นท่านยังหนุ่ม ท่านเพิ่งมาฉันเอกาเมื่ออายุได้ ๕๐ ปีเศษ เกี่ยวกับการเล่าเรียนต่อมานั้น ท่านเล่าตอนหนึ่งว่า ท่านเป็นมหาที่ไม่มีเปรียญ คือท่านมีกฎประจำใจอยู่อย่างหนึ่งว่า พระเจ้าแผ่นดิน (คือรัชกาลที่ ๔ ) จะต้องมีความรู้ดีกวาท่าน  และท่านจะเหนืออาจารย์ไม่ได้ เมื่อพระสังฆราชไก่เถื่อนยังมีพระชนม์ชีพอยู่ รัชกาลที่ ๔ จะให้ท่านเป็นสังฆราช ท่านบอกไม่ได้อาจารย์ยังอยู่ ขอให้รัชกาลที่ ๔ จงแต่งตั้งอาจารย์เถิด และรัชกาลที่๔ นั้นสอบได้มหาเปรียญ ๕ ประโยค ท่านก็มาคิดดูว่า ถ้าท่านสอบมากกว่าพระเจ้าแผ่นดินย่อมไม่ดีเพราะฉะนั้นอย่าสอบดีกว่า แต่แม้กระนั้นก็ปรากฎว่า ในสนามสอบทุกครั้ง จะต้องเชิญท่านไปเป็นกรรมการสอบ
 ในสมัยรัชกาลที่ ๓ ท่านกับรัชกาลที่ ๓ มีความไม่เข้าใจซึ่งกันและกัน ท่านจึงหลีกหนีไปบำเพ็ญในป่า เช่นที่จังหวัดกำแพงเพชร ดงพญาเย็น จังหวัดขอนแก่น วัดชนะชัยศรี วัดเกาะแก้วในอำเภออรัญประเทศ และเข้าไปในเขตประเทศเขมรเป็นต้น
 ครั้นรัชกาลที่ ๔ ขึ้นครองราชย์ ก็ได้ทรงประกาศหาตัวท่าน เพื่อจะให้ท่านมาช่วยด้านศานจักร ถ้าเห็นใครมีรูปร่างคล้ายท่าน เจ้าหน้าที่ก็จะจับเพื่อส่งวังหลวง ท่านท่องอยู่ในป่า พอได้ทราบข่าวว่า รัชกาลที่ ๔ ขึ้นครองราชย์แล้ว ท่านก็ได้ออกมาให้ตำรวจหลวงนำตัวท่านจากบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่นมาสู่บางกอก ขณะนั้นท่านอายุ ๔๐ ปี
 กลับมาอยู่วัดอินทร์ สมัยท่านอยู่วัดอินทร์ คราวหนึ่งท่านได้สร้างพระพุทธรูปองคืหนึ่งหันพระพักตร์เข้าข้างฝาในศาลา ทั้งนี้เพื่อเป็นปริศนาธรรมว่า พระสงฆ์ควรหันหน้าเข้าข้างฝาเพื่อค้นสัจธรรม แล้วค่อยหันหน้ามาสอนชาวบ้าน คือให้ถึงธรรมแล้วค่อยมาสอนธรรม เป็นการสร้างขึ้นเพื่อกระทบเหล่าพระสงฆ์ในขณะนั้น เพราะพระสงฆ์ส่วนใหญ่ในขณะนั้นไม่บำเพ็ญในทางธรรม แล้วก็ชอบพูดธรรมอวดธรรมกัน
เมื่อถึงวันเฉลิมฉลองครบรอบปีแห่งการครองราชย์ รัชกาลที่ ๔ จึงทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งให้ท่านเป็นสมเด็จพระพุฒาจารย์ ตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม พิธีแต่งตั้งนี้กระทำในวัดพระแก้ว มีการมอบพัดประจำตำแหน่งให้ด้วย ท่านจำยอมรับตำแหน่งนี้ทั้งๆที่ไม่อยากมียศ โดยท่านให้เหตุผลว่า รัชกาลที่ ๔ ทรงมีตำแหน่งถึงเจ้าฟ้าบังคับท่านอีกตำแหน่งหนึ่งด้วย และท่านกับรัชกาลที่ ๔ ก็เคยเรียนทางโลกทางธรรมมาด้วยกัน
ในสมัยรัชกาลที่ ๔ นั้น สมเด็จพระพุฒาจารย์(โต)พรหมรังษีเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการช่วยให้คำแนะนำรัชกาลที่ ๔ ในเรื่องของการแก้ปัญหาบ้านเมืองในยุคที่มีอิทธิพลของต่างประเทศกำลังขยายตัวเพื่อล่าเมืองขึ้นในแถบเอเชีย ท่านเป็นผู้ร่างกฎหมาย กฎมณเฑียรบาล ท่านวางระบบการปกครองแบบมีสภาเลขา ซึ่งในการวางแผนต่างๆของท่านนั้น ท่านเล่าว่าท่านไม่เคยวางแผนเพียงแต้มเดียว แต่แผนของท่านมีทั้งแผนบุก แผนถอย แผนหนี แผนวิ่ง แผนตีลังกา ในการกู้แผ่นดินตอนที่พวกอังกฤษจะมายึดกรุงสยามในรัชกาลที่ ๔ นั้น ท่านก็วางแผนให้ที่ดินบางส่วนแก่เขาไปเพื่อรักษาเอกราชไว้
คืนหนึ่ง รัชกาลที่ ๔ ( สมเด็จโต ท่านนิยมเรียกว่าเจ้าจอม ร.๔ ) เสด็จพร้อมด้วยรัชกาลที่ ๕ ซึ่งขณะนั้นทรงพระเยาว์มาปรึกษาท่านว่าจะทำอย่างไรกับเสนาบดีที่มักชิงดีชิงเด่นกัน สมเด็จโตท่านก็กราบทูลแนะนำให้คณะเสนาบดี ผู้ครองเมือง คณะกรมการเมือง คณะครองเมือง ประชุมกันในโบส๔วัดพระแก้ว แล้วให้สาบานตามกฎแห่งสัตยาบัน ๙ ประการ ที่ท่านร่างให้ แต่น่าเสียดาบยกฎที่เตรียมร่างไว้นี้ไม่มีจังหวะนำออกมาใช้ในยุคนั้น
ตอนที่ท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดระฆังนั้นในกุฏิของท่านมีแต่ลังเก่าๆใบหนึ่ง บาตรเก่าๆใบหนึ่งและจีวร ๒ ผืน มีเงินติดตัวไม่เกิน ๘๐ สตางค์ ( สมัยนั้น ท่านเล่าว่าวันหนึ่งมี ๓๕ สตางค์ก็อยู่ได้ทั้งครอบครัว ) ที่เรียกว่ารวยที่สุดของท่านคือ “บาทแปดสิบสตางค์”  ทั้งนี้เพราะท่านแจกจ่ายให้แก่ชาวบ้านที่มีเรื่องเดือดร้อนมาขอความช่วยเหลืออยู่เสมอ ท่านเทศน์ไว้ครั้งหนึ่งที่สำนักปู่สวรรค์ว่า “ อาตมาไม่เคยมีเงิน สมเด็จโตขายแต่อุดมคติ ขายแต่อุดมการณ์ ขายแต่สมอง ขายแต่สติ ไม่เคยขายตัว”  บางคนมาขโมยของของท่าน ท่านก็ช่วยเขาด้วยปัญญาและกำลังทรัพย์ ท่านจะสอบถึงเจตนาและสืบประวัติ และเทศน์สั่งสอนให้รู้ดีรู้ชั่วแล้วจึงช่วยในเรื่องขัดสน ทั้งนี้โดยอาศัยปัญญาที่เฉียบแหลมฉับไวของท่าน การช่วยคนบางครั้งต้องใช้เวลามาก บางคนจะฆ่าตัวตายมาปรึกษาท่าน ท่านต้องใชความสามารถทำให้เขากลับใจได้โดยฉับพลัน บางคนเมียหนีก็มาให้ท่านนั่งทางในหาให้
ครั้งหนึ่ง หลวงปู่ทวด(เหยียบน้ำทะเลจืด)เคยเทศน์ที่สำนักปู่สวรรค์กล่าวถึงหลวงพ่อสมเด็จว่า “ท่านโตเป็นหมอดูตัวฉกาจ แต่เมื่อท่านเวลานี้ไปอยู่โลกวิญญาณแล้ว ท่านไม่กล้าดูหมอให้เขา เพราะวิบากกรรมนี่มันถี่ยิบ ถี่ยิบจนที่เราเรียกว่าตามไม่ทันในกฎของศูนย์รวมกรรม....” แสดงว่าสมัยที่ท่านมีสังขาร ท่านเป็นผู้ที่ทำนายเหตุการณ์ได้แม่นยำ บางคนแม่ป่วยไม่มีเงิน เมียจะออกลูกไม่มีนมให้ลูกกิน ก็ล้วนแล้วแต่มาขอพึ่งหลวงพ่อสมเด็จทั้งสิ้น ในครั้งหนึ่งท่านเล่าว่า ขณะล่องเรือกลับจากไปเทศน์ที่ไชโย จังหวัดอ่างทอง ได้มาจอดพักแรมที่ปากคลอง เขตเมืองนนทบุรีได้ของติดกัณฑ์เทศน์มาหลายอย่าง พวกลูกศิษย์ของท่านที่ไปด้วยต่างทะเลาะแบ่งสมบัติกัณฑ์เทศน์นั้น แต่ท่านก็หาตำหนิแต่อย่างใดไม่ ตกตอนกลางคืนมีนักเลงเจ้าถิ่นมาขโมยของกัณฑ์เทศน์ของท่าน ท่านทราบแต่ห้ามลูกศิษย์ไม่ให้แสดงตัวพร้อมทั้งให้ของเพิ่มเติมไปอีก แล้วซักประวัติพร้อมทั้งปลอบและสอบถาม จนในที่สุดขโมยคนนั้นได้คืนของทั้งหมดให้ท่าน ท่านสอนลูกศิษย์ทั้งนั้นว่า เราควรมีเจตนาบริสุทธิ์ มีจิตใจอ่อนโยน มีเมตตา เพราะจะได้มีพลังของจิตซึ่งมองไม่เห็นช่วยเหลือเรา ผู้ที่ทำร้ายเราย่อมทำไม่ได้


กิจวัตรสมเด็จโต
หลวงพ่อสมเด็จ มีสัจจะในการประพฤติปฏิบัติเป็นกิจวัตรดังนี้ ไม่ว่าฝนจะตกฟ้าจะร้อง อากาศจะหนาว ตีห้าท่านต้องตื่นทันที โดยไม่มีการผัดวันประกันพรุ่ง อาบน้ำชำระกายแล้ว สวดมนต์นั่งสมาธิ ๑ ชั่วโมง เวลา ๖ นาฬิกา ออกบิณฑบาตร แม้ว่าวังหลวง รัชกาลที่ ๔ หรือเจ้าฟ้าจะส่งอาหารมาถวายก็ตามซึ่งท่านบอกว่า นั่นมันเป็นเรื่องของศรัทธา แต่ท่านต้องออกบิณฑบาตรเพื่อโปรดสัตว์ เจริญรอยตามองค์สมณโคดมพระพุทธเจ้า แล้วจึงกลับมาตักน้ำใส่ตุ่มเสร้จแล้วจึงฉันอาหาร เหตุที่ท่านต้องตักน้ำใส่ตุ่มเอง เพราะลูกศิษย์ที่ท่านเลี้ยงไว้เกิดเกี่ยงกัน “...คนนี้จะเป็นพี่เบิ้ม คนนั้นจะเป้นพี่เบิ้ม เกี่ยงกันไปเกี่ยงกันมามันไม่ยอมตักน้ำใส่ตุ่มกัน เมื่อไม่มีน้ำใส่ตุ่มทำยังไง อาตมาก็บอกว่า อ๋อพ่อเจ้าประคุณทั้งหลาย ท่านนี้ลูกขุนลูกนายที่มาฝากขรัวโตเลี้ยง ฉะนั้นลูกขุนลูกนายทำงานไม่ได้ ต้องขรัวโตตักน้ำให้อาบเอง หลังจากนั้นอาตมาบิณฑบาตรกลับมาต้องตักน้ำหลายตุ่มให้พวกลูกศาย์วัดอาบ แล้วพวกมนุษย์นี่มันก็แปลก มันบอกว่าเออหลวงพ่อตักน้ำให้อาบก็ดี มันจะได้ไม่ต้องเหนื่อย...”
เมื่อตักน้ำแล้ก็ฉันเช้าตามปรกติ ท่านฉันมื้อเดียว นอกจากบางครั้งมีคนนิมนต์เสียไม่ได้จึงไปฉันสองมื้อ เมื่อฉันเช้าเสร็จ จนเวลา ๑๐ นาฬิกา ถึงเที่ยงวันเป็นเวลาสำหรับราชการ กิจนิมนต์คนที่นิมนต์ท่านไปเทศน์มีมากถึงขนาดต้องจองล่วงหน้า แต่ถ้าว่างช่วงนี้ก็จะปิดประตูอยู่แต่ในกุฏิ เล่นและคุยกับสุนัข ท่านเมตตาสุนัขมาก และเวลาว่างเช่นนี้ท่านถือเป็นเวลาดูตำราแต่งตำรา บางทีก็ใช้เป็นเวลากดพิมพ์พระเครื่องไปเรื่อยๆ เวลา ๑๓ นาฬิกา เป็นเวลาออกรับแขกไปจนถึง ๑๕ นาฬิกา เป็นอันหมดเวลา เมื่อหมดเวลารับแขกแล้ว ไม่ว่าจะเป็นใคร ท่านไล่ออกจากกุฏิหมด จากนั้นเ)นเวลาที่ท่านจะจำวัดและปฏิบัติวิปัสนากรรมฐาน ท่านให้จำคำของท่านไว้ว่า “เราจะปฏิบัติเพื่อหลุดพ้นตน เพราะฉะนั้นเราจะต้องมีสัจจะเพื่อตน ไม่มีการเห็นแก่หน้าใครที่จะมานั่งคุยในกุฏิที่เราปฏิบัติ” จนเวลาสองทุ่มจึงออกจากสมาธิ ทำราชกิจส่งมาปรึกษาจนถึงตีหนึ่งจึงเข้านอน ถ้านอนไม่หลับก้จะนั่งสมาธิต่อจนถึงตีสาม แต่ในตอนที่ท่านอายุได้ ๖๕ ปีแล้วนั้น คืนหนึ่งท่านนอนไม่ถึง ๓ ชั่วโมง แล้วตื่นเองตื่นขึ้นมาก็ช่วยทำงานที่รัชกาลที่ ๔ ปรึกษา งานของท่านมีมากหาเวลาว่างยาก แต่ท่านก็ต้องมีเวลาสำหรับตัวเองทำวิปัสนากรรมฐานด้วยเสมอ ในช่วงออกพรรษา ถ้างานว่าง ราชกิจมีน้อยท่านจะออกไปธุดงค์ยังจังหวัดกำแพงเพชรบ้าง พระฉายจังหวัดสระบุรีบ้าง เป็นต้น
หลวงพ่อสมเด็จเป็นคนติดหมาก ต้องตำหมากฉันเสมอ จนอายุท่านย่าง ๕๔ ปี จึงเลิกหมาก เหตุที่เลิกเพราะท่านคิดว่า ท่านสอนคนอื่นให้เขาละแล้วท่านมานั่วตำหมากคิดหมากอยู่เช่นนี้ก็ย่อมสอนคนอื่นเขาไม่ได้ เพราะท่านเองก็ยังละไม่ได้แม้เรื่องการกินหมาก อีกประการหนึ่งเรื่องหมากนี้เป็นเพียงกิเลสที่อยู่ภายนอก ถ้าท่านดับกิเลสภายนอกไม่ได้แล้วจะดับกิเลสที่อยู่ภายในได้อย่างไรเล่า ท่านจึงปฏิญาณต่อพระพักตร์พระพุทธรูปเลิกหมากตั้งแต่บัดนั้น
ท่านเจ้าประคุณหลวงพ่อสมเด็จพระพุฒาจารย์( โต )พรหมรังษี ท่านมีกิตติศัพท์โด่งดังอีกทางหนึ่งคือทางพระเครื่อง พระเครื่องที่ท่านสร้างสมัยที่ท่านมีสังขารที่เรียกกันทั่วไปว่า “พระสมเด็จ” นั้น มีกิตติคุณอิทธิฤทธิ์และความขลังเลื่องลือมาช้านานจนได้รับสมญาว่า เป็นจรรพรรดิ์แห่งพระเครื่อง แม้แต่รถเบนซ์ใหม่ๆ ก็มีผู้ยอมสละเพื่อแลกพระสมเด็จของท่านสักองค์หนึ่ง แต่หลังจากท่านทิ้งสังขารแล้วและกลับมาทำงานในโลกมนุษย์ที่สำนักปู่สวรรค์นี้ ท่านก็ได้รับมติของโลกวิญญาณ อันมียมโลก เทวโลก และพรหมโลกให้สร้างพระสมเด็จขึ้นอีกรุ่นหนึ่ง เป็นรุ่นสุดท้ายของท่านที่จะฝากไว้ในโลกมนุษย์ พระเครื่องรุ่นนี้คือ “พระสมเด็จดิน ๙ ประเทศ”สร้างไว้ที่สำนักปู่สวรรค์ ซึ่งรุ่นนี้ท่านเทศน์ชี้แจงว่าต่อไปจะมีความศักดิ์สิทธิ์ยิ่งกว่าพระสมเด็จที่ท่านสร้างสมัยมีสังขารเสียอีก
 ในเรื่องที่เกี่ยวกกับการสร้างพระเครื่องนั้น ท่านสร้างขึ้นเพื่อความขลัง มิใชช่สร้างขึ้นเพื่อความสวยงามหรือคงทน ท่านให้เหตุผลว่า ท่านเจริญรอยตามพระพุทธพจน์ กล่าวคือต้องยึดหลักว่าทุกอย่างเคลื่อนไปสู่การสลายตัว เมื่อท่านสร้างก็ต้องมีสัจจะแห่งการสร้างของท่านว่าใช้ได้กี่ปีแล้วสลายไป ท่านเริ่มหัดสร้างพระเครื่องกับสมเด็จพระสังฆราชไก่เถื่อนที่วัดพลับ ท่านสร้างพระเครื่องไว้ทั้งหมดเพียงไม่กี่ครั้ง สร้างที่วัดอินทร์น้อยมาก มักเป็นพระเครื่องที่เรียกว่า “สมเด็จขี้ยา” ที่วัดระฆังสร้าง ๒ ครั้ง ครั้งหลังซึ่งเป็นสมเด็จพระผงอิทธิเจรุ่นสุดท้ายนั้น สร้างไว้ ๘๔,๐๐๐ องค์ สวดด้วยพระคาถาชินปัญชร
 การสร้างครั้งนี้ได้รับพระเมตตาจากท่านท้าวมหาพรหมชินนะปัญจะระผู้ได้รับสมญานามว่า เป็นเจ้าพิธีการแห่งโลกวิญญาณ มานิมิตวิธีการวางหลักการ สอนพิธีการลงพุทธานุภาพ บรรจุพลังกระแสจิตให้ขลัง ด้วยเหตุนี้ท่านจึงนำบทพระคาถาชินปัญชร ที่ท่านพบในโบสถ์เก่า จังหวัดกำแพงเพชร ซึ่งเดิมเป็นภาษาสิงหลมาปรับปรุงใหม่ สรรเสริญคุณของท่านท้าวมหาพรหมชินนะปัญจะระเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อท่านท้าวมหาพรหมองค์นี้ พระคาถาชินปัญชรที่ท่านปรับปรุงแล้ว ปรากฏตามที่มีอยู่ในปัจจุบันซึ่งสำนักปู่สวรรค์ได้จัดพิมพ์ขึ้นแล้วนั่นเอง
สมัยท่านมีสังขารพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๔ ทรงเห็นคุณวิเศษของพระคาถาบทนี้ จึงมีรับสั่งให้เจ้าจอมหม่อมห้ามทั้งหลายหมั่นสวดท่องบ่นพระคาถาบทนี้ให้ขึ้นใจด้วย ในการสร้างพระเครื่องของท่าน ท่านสร้างขึ้นเป็นการตอบแทนชาวบ้านที่ได้ให้ความร่วมมือ ช่วยบูรณะวัดระฆัง ท่านจึงแจกจ่ายพระผงอิทธิเจรุ่นนี้ให้ไป บางครั้งต้องขอร้องให้รับไป เพราะขณะนั้นยังไม่มีใครสนจพระเครื่องของท่าน แต่เมื่อท่านทิ้งสังขารไปแล้ว พระเครื่องนี้จึงมีชื่อเสียงความขลังโด่งดังไปทั่ว จนได้รับการยกย่องให้เป็นจักรพรรดิแห่วพระเครื่อวดังกล่าวมาแล้ว
พระสมเด็จที่ท่านสร้างมักผสมด้วยผงประมาณ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ประกอบด้วยเปลือกกล้วยน้ำว้า เปลือกกล้วยหอม ใบตอง ดอกบัว ดอกมะลิ ว่าน หญ้า และข้าวที่ฉันเหลือรวมทั้งเศษอาหารที่คายไว้เมื่อฉันแล้วเกิดความรู้สึกว่ารสอร่อย นำมาผสมกับน้ำมันดิน น้ำมันตังอิ๊ว ซึ่งหากถึง ๔๐ – ๕๐ ปีแล้วพระจะกะเทาะเป็นลายเป็นผงยุ่ย ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ท่านสร้างพระเครื่องถวายให้รัชกาลที่ ๕ นำไปเป็นของกำนัลในต่างประเทศ โดยฝังเกศาของท่านที่ปลงไว้แล้วผสมลงไปด้วย พระเหล่านี้สร้างเพียงประมาณ ๘๔ องค์เท่านั้น พระรุ่นนี้ได้ไปปรากฎชื่อเสียงในต่างแดน แบบพิมพ์พระเครื่องของท่านนั้นได้ถูก นายจันทร์ คนบ้านช่างหล่อ ขโมยไป ท่านรับรองเอาไว้ว่าพระสมเด็จองค์ไหนยิ่งสวย ยิ่งไม่ใช่ของท่านสร้างสมัยมีสังขาร
เกี่ยวกับการสร้างพระเครื่องของท่านนั้น ท่านเคยเทศน์โปรดที่สำนักปู่สวรรค์ว่า “...เกจิอาจารย์สร้างพระก็ดีวิญญาณมาปลุกเสกก็ดี เพียงแต่เป็นการแผ่รัศมีคุ้มครองเราเป็นบางส่วน ทุกอย่างในการเกิดเป็นคนนี้ เราเกิดมาใช้กรรม... เพราะฉะนั้น จุดแรกก็คือ วางในหลัดแห่งเครื่องรางของขลังเสีย เพราะเรากำลังจะเดินไปสู่ในการหาตน รู้ตน เข้าใจตน และในสมัยที่อาตมามีสังขารก็ดี มันก็ไม่มีอะไรหรอก และในการทที่อาตมาสร้างพระเครื่อง สมัยที่มีสังขารอยู่วัดระฆังฯก็ดี หรือสร้างในการทำงานกับโลกวิญญาณสำนักปู่สวรรค์ก็ดี เพราะอาตมาเล็งเห็นว่ามนุษย์ต่างๆ เขาเรียกว่ามนุษย์ที่ยังำม่ถึงขั้นที่จะเป็นดอกบัวพ้นน้ำแล้วจะบานแล้วไซร้ จำเป็นจะต้องมีสิ่งยึดในทางที่ดี และสิ่งยึดอย่างดีก็คือ รูปองค์สมณโคดม หรือรูปของเกจิอาจารย์ท่ตนสักการะไว้ในตัวเป็นการอุ่นใจก็คือ คุ้มครองตน ภาวะการณ์นั้นแหล่อาตมาได้ทำการปฏิสังขรณ์ในวัดระฆังก็ดี วัดอินทร์ก็ดี ที่วัดอะไรก็ดี อาตมาคิดว่าเราจะเอาปัจจัยให้ชาวบ้านที่มาช่วยยสร้างนั้นแหล่ เมื่อเราไม่มีสิ่งระลึกให้เขา เขาย่อมไม่รู้คุณค่าว่าสิ่งที่เขาได้ทำ
อาตมาจึงได้สร้างพระสมเด็จขึ้น เป็นสิ่งระลึกให้เขาเพื่อเป็นการว่า ครั้งหนึ่งเขาเคยได้ร่วมทำบุญกับสมเด็จโตที่ทำอะไรไม่เหมือนชาวบ้าน เหตุใดอาตมาจึงใช้สรรพนามว่า สมเด็จโตทำอะไรไม่เหมือนชาวบ้าน ก็เพราะว่าถ้าอาตมาทำอะไรเหมือนชาวบ้าน ชื่ออาตมาก็คงไม่ดังถึงทุกวันนี้ อีกวิถีการณ์หนึ่งที่อาตมาสร้างพระเครื่องนั้น มีความหมายให้ผู้ห้อยติดตัว เห็นองค์พระปฏิบัติอยู่ทุกเมื่อ
ยามใดที่เขาจะทำชั่ว ให้เกิดมีสิ่งสะกิดใจว่าเรานี้เป็นลูกพระนะ เรามีพระผู้บริสุทธิ์ติอยู่กับเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องการให้มนาย์ผู้นั้นรำลึกถึงคุณพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์เป็นสรณะ จะได้ไม่กระทำผิดสู่อบายภูมิ
ปัญหาที่ว่าพระเครื่องที่สร้างๆกันนั้น จะมีความศักดิ์สิทธิ์จริงหรือไม่นั้น ท่านได้อธิบายว่า “พระเครื่องที่ได้ผ่านพิธีที่ถูกต้องตามพรหมบัญญัติ เทวบัญญัติ และได้กระทำพิธีปลุกเสกจากผู้ที่ทรงพลังจิตอย่างแท้จริง ทั้งมนุษยฺและเทพพรหมแล้ว กระแสจิตที่สถิตอยู่ในพระเครื่องนั้นๆจะช่วยผู้มีศรัทธาได้อย่างแน่นอน” ดังนี้ย่อมแสดงว่าพระเครื่องสร้างด้วยลักษณะดังกล่าว ถ้าเรามีศรัทธาก็มีความศักดิ์สิทธิ์จริง การบูชาพระเครื่องไม่เป็นการงมงาย
หลวงพ่อสมเด็จรักความจริง ชองความเป็นธรรมมีนิสัยนักเลงโต คือกล้าได้กล้าเสีย สิ่งที่ทำให้ท่านสามารถกู้สถานการณ์ประเทศไทยในขณะชาวฝรั่ง อังกฤษ มายึดเอเซียในสมัยท่านมรสังขารได้ ถ้ำม่ถึงวินาทีสุดท้ายท่านไม่มีคำว่าแพ้ ใครก็ตามที่มีนิสัยประจบสอพลอจะถูกท่านวางแผนจับความจริงจนได้ และในสมัยรัชกาลที่ ๕ ท่านเป็นผู้คลี่คลายรัฐประหาร คือ เมื่อตอนที่รัชกาลที่ ๔ สิ้นพระชนม์นั้น รัชกาลที่ ๕ ยังทรงพระเยาว์ ท่านช่วยคลี่คลายเหตุการณ์ร้าย จากผู้ที่คิดเป็นใหญ่ และทำให้พระยาศรีสุริยวงศ์เป็นผู้สำเร็จราชการที่ซื่อสัตย์ได้ เมื่อตอนที่รัชกาลที่ ๕ ครองราชย์ใหม่ๆ ท่านเห็นว่าอีกไม่กี่ปีท่านต้อทิ้งร่างในโลกมนาย์ไป ท่านจึงเขียนพินัยกรรมไว้ว่า รัชกาลที่๕ ( ท่านเรียกเจ้าปิยะ ) ครองราชย์ต้องมีสติ เมื่อถึงคราวจำเป็นจงตัดทิ้ง ลูกคนหนึ่งจงส่งไปเรียนอยู่รัสเซีย ลูกคนหนึ่งจงส่งไปเรียนอังกฤษ อีกคนกนึ่งส่งไปฝรั่งเศส เอาลูกเป็นประกันไม่ให้เขายึดเมือง เพราะฉะนั้นจึงรอดมาได้
ท่านช่วยรัชกาลที่๕ ได้ไม่นานก็ทิ้งสังขารที่วัดระฆังโฆสิตารามนั่นเอง เมื่อวันแรม ๒ ค่ำ เดือน ๘ ปีวอก ตรงกับวันเสาร์ที่ ๒๒ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๑๕ สิริรวมชนมายุ ๘๔ ปี ๒ เดือน ๕ วัน
ตอนที่ท่านทิ้งสังขารจากโลกมนาย์นั้น ท่านอยู่ในสมาธิตติยญาณสาม จิตวิญญาณของท่านหลุดพ้นไปสู่พรหมโลกแล้วท่านไปบำเพ็ญต่อที่โลกวิญญาณ ท่านอยู่ในพรหมโลกชั้นที่ ๑๖ ท่านเคยเทศน์ที่สำนักปู่สวรรค์ว่า ท่านมีหน้าที่สอนอยูพรหมโลกชั้นที่ ๔ ด้วย มนุษย์ผู้ใดปฏิบัติกรรมฐานถึงจตุตถฌาณสี่หรือว่าผู้ใดระหว่างสิ้นจากโลกมนุษย์จิตมุ่งอยู่ในรูปฌาณสี่ก็จะพบท่านได้ที่พรหมโลกชั้นที่ ๔ แม้ว่าท่านจะทิ้งสังขารไปแล้ว แต่ท่านก็ได้ดิ้นรนลงมาช่วยมนุษย์ ช่วยราชวงศ์จักรี ช่วยความอยู่รอดของประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศแห่งพุทธศาสนาที่แทบจะนับว่ามีอยู่แห่งเดียวในโลก แต่กระนั้นก็เหลือแค่เปลือกพุทธะเท่านั้น ทั้งนี้เพื่อให้พุทธศาสนาอยู่ได้ถึง ๕,๐๐๐ ปีด้วยการพยายามระงับสงครามโลกครั้งที่ ๓ ทำให้โลกเกิดสันติสุข ทั้งนี้ด้วยการตั้งสำนักปู่สวรรค์ขึ้นในโลกมนุษย์( นี่เองเป็นเหตุผลของคำกล่าวว่า สำนักปู่สวรรค์ตั้งขึ้นโดยมติของโลกวิญญาณ มิใช่มนุษย์จัดตั้งขึ้นเอง )
เคยมีสานุศิษย์เรียนถามท่านว่า ในเมื่อท่านปฏิบัติจิตจนได้อภิญญาด้วยเช่นนี้ เหตุใดจึงไม่ไปช่วยตามชายแดนไทยไม่ให้เขารบกัน เรื่องนี้ท่านได้เทศน์ตอบอธิบายว่า “นั่นลูกศิษย์อาตมาก็ช่วยอยู่แล้ว การที่สำนักปู่สวรรค์สร้างพระศรีอริย์เพื่ออะไร เราต้องมาศึกษาที่นี่ ( หมายถึงที่สำนักปู่สวรรค์ ) อีกนาน แล้วที่ชายแดนรอบเขตสยามนั้นเวลานี้ได้ส่งพวกเจ้าที่เจ้าทาง สยามเทวาธิราช เจ้านเรศวร กับพวกที่เคยครองเมืองสยามไปประจำที่ทำงานกันหมด ถ้าไม่ช่วยอยู่เวลายี้พวกเจ้าจะมานั่งเคี้ยวหมากกันได้หรือ
ตามหลักความจริง การช่วยทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวมถ้าเราช่วยอย่างเงียบๆโดยไม่แสดงออกมาให้คนอื่นรู้งานที่เราช่วยอยู่นั้น ย่อมไม่มีบุคคลอื่นคอยขัดขวาง สมาธิในการช่วยย่อมดี ผลงานที่แสดงออกภายหลังย่อมดีเป็นเงาตามตัว เจ้าจงคิดดูประเทศสยามรอดพ้นจาการเป็นเมืองขึ้นจากนักล่าเมืองขึ้นได้อย่างไร ทำไมประเทศอื่นๆที่อยู่รอบๆ ประเทศสยามถึงเป็นเมืองขึ้นทั้งหมด อาตมาจะแถลงไขให้ทราบ คือว่าสยามนี้มีวัตถุทางพุทธศาสนาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาก เมื่อมีวัตถุพระสารีริกธาตุของพุทธศาสนามาก ทางโลกวิญญาณต้องส่งเหล่าเทวะตามสถานที่ต่างๆ มาช่วยรักษาไว้ให้คงทน เพื่อสืบต่อศาสนาพุทธในอนาคตสมัยพระศรีอาริย์ เมื่อเหล่าเทวดาไปที่ไหนมาก ที่นั่นค้องร่มเย็น ดังนั้นสำนักปู่สวรรค์อันเป็นสำนักที่โลกวิญญาณส่งผู้แทนมาทำงานเพื่อช่ยมนาย์ให้พ้นจากไฟอเวจี จึงมีมติให้สร้างองค์สมมติพระศรีอริยเมตไตรย ในการที่จะได้พระบารมีของพระอรหันต์ที่จะมาจุติมาช่วยดับไฟร้อนได้ทันอันนี้ต้องขึ้นอยู่กับกาลเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์..”
การตั้งสำนักปู่สวรรค์ขึ้นมานั้น ก็เพื่อชะลอวิบากของมนุษย์ให้โลกมนุษย์สลายช้าลง และให้เป็นศูนย์รวมความสามัคคีความเป็นธรรม และความบริสุทธิ์ ให้มนุษย์ละวัตถุหันมาสู่สัจธรรม
การที่ท่านต้องลงมาทำงานในโลกมนุษย์ที่สำรชนักปู่สวรรค์นั้น ท่านให้เหตุผลว่า จริงอยู่เทพพรหมนั้นรังเกียจมนุษย์เพราะมนุษย์นั้นมีหลายสิ่งที่สกปรก มนุษย์มีซากศพอยู่ในท้อง ( กินอาหารที่เป็นเนื้อสัตว์ ) แต่ที่ท่านมายุ่งกับมนุษย์ก็เพราะท่านเป็นผู้ที่ไม่เหมือนใครและเหมือนใครไม่ได้ ท่านมีเจตนาที่มีความเมตตาต่อมนุษย์ จึงลงมา และท่านยังตัดสมุจเฉทไม่หมด คือยังห่วงใยแผ่นดินสยาม ที่ท่านมีส่วนร่วมสร้างขึ้นมา ในเมื่อท่านยังมีกายทิพย์ ( ถ้าละลายกายทิพย์เหลือแต่จิตวิญญาณ จะลงมาไม่ได้เลย ) และมีมนุษย์ที่เกี่ยวข้องเป็นสื่อกลางที่มีกรรมพัวพันในอดีตที่สามารผ่านร่างเข้ามาได้ท่านจึงลงมาทำงานในโลกมนุษ์ด้วยเหตุนี้
เหตุที่สำนักปู่สวรรค์ในโลกมนุษ์ตั้งอยู่ในประเทศไทยแทนที่จะเป็นประเทศอื่นๆนั้น ท่านก็ได้อธิบายไว้ว่า เพราะท่านเป็นชาวสยาม มีส่วนเป็นผู้สร้างราชบัลลังก์จักรี เมื่อสำนักปู่สวรรค์เกิดขึ้นในโลกมนุษย์ สิ่งสำคัญที่ต้องทำคือรักษาประเทศไทยก่อนจึงมาตั้งที่ประเทศไทยนี้ ทั้งนี้เพราะท่านเห็นแล้วว่า ในขณะนั้นประเทศไทยมีภยันตรายที่คืบคลานเข้ามา ทำให้สถานการณ์ในขณะนั้นอาจถึงการสิ้นชาติได้ นั่นเอง
เอกสารอ้างอิง
๑.โครงการธรรมะไมตรี  ธรรมะจากดวงวิญญาณบริสุทธิ์สมเด็จโต สามวิจิตรการพิมพ์  ๒๕๓๖

Contribute!
Books!
Shop!