สมเด็จโต-อย่าลืมรักษาไข้ใจ

  • Print

A-somdejto

อย่าลืมรักษาไข้ใจ

การแสดงธรรมเทศนาของ

หลวงพ่อสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังษี

วันอาทิตย์ที่ ๒๓ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๑๕

(คัดจากหนังสือประสบการณ์วิญญาณ เล่ม ๖ รวบรวมโดย ศจ.ดร.คลุ้ม วัชโรบล)

หลวงพ่อสมเด็จฯ

          สาธุชนพุทธบริษัทที่มาร่วมงานในวันนี้ ซึ่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านที่มารักษาโรค แล้วก็อยู่จนวาระในการที่จะฟังธรรมจากอาตมา ซึ่งบางคนก็ตั้งแง่สงสัยว่าเพราะเหตุใดอาตมาจึงไม่มาเทศน์ก่อน แล้วถึงจะให้หลวงปู่ทวดมารักษาโรคนั้น คือภาวะในการที่อาตมาไม่มาเทศน์ก่อนนั้น ก็เพราะว่ามนุษย์เรานี้ต้องรักษากายเนื้อจากการเจ็บปวดแห่งโรคภัยไข้เจ็บ ในที่สมมติเรียกว่าสังขารนี้ให้หายก่อน แล้วค่อยมารักษาทางใจ ซึ่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการรักษาทางใจนี้ เป็นเรื่องใหญ่ที่อาตมาจะต้องมาอรรถาธิบายหลังจากรักษาทางกาย ซึ่งถ้าท่านได้อ่านในประวัติย่อของสำนักปู่สวรรค์ ก็ย่อมที่จะได้ยินการระบุว่า สำนักฯรักษากายและใจ โดยเฉพาะหลวงปู่ทวดมารักษากาย

          ทีนี้ในสภาวการณ์แห่งการที่ใจนี้น่ะ ใจนั้นไม่มีตัวตน แต่ใจอยู่ในจิตแห่งอารมณ์เป็นภาวการณ์ของการประชุมพร้อมของธาตุทั้ง ๔ แห่ง ดิน น้ำ ลม ไฟ พร้อมกับวิญญาณที่อยู่ในใจ โดยสภาวะที่แทรกอยู่ในกายเนื้อนี้ ทีนี้สภาพการณ์ในเรื่องของโรคภายนอกนี้ โรคบางอย่างเขาเรียกว่าโรคแห่งความอุปาทานนี้ เป็นโรคที่รักษายาก คือตัวเราจะต้องถอนอุปาทานในการเจ็บปวด เพราะอาการนี้เกี่ยวกับใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบางคนนี่เป็นอะไรนิด ๆ หน่อย ๆ ก็เรียกว่าตั้งอุปาทานให้มันเจ็บมากเข้า มันก็เจ็บกันใหญ่ เขาเรียกว่ากำลังใจไม่มี สภาวการณ์แห่งการกำลังใจไม่มีนี่แหล่จึงทำให้สังขารเรานี้เกิดความเจ็บปวด อ่อนแอต่อเชื้อโรคที่อยู่ในนภากาศ

          ทีนี้ภาวะทั้งหลาย ท่านที่รับการรักษากายท่านก็ต้องรักษาใจไปด้วย ในสภาพการณ์แห่งการรักษาใจนี้เป็นเรื่องใหญ่ก็เรียกว่า ท่านจะต้องมีการตั้งสัจจะบารมี ซึ่งในอาทิตย์นี้ก็เป็นอาทิตย์สุดท้ายแห่งการที่เรียกว่า อีกสองวันก็จะเข้าพรรษาแล้ว สภาวการณ์แห่งการเข้าพรรษาในสามเดือนนี้แหล่ บางคนที่เรียกว่าติดในสิ่งที่ผิด คือ หรือผิดอะไรก็แล้วแต่ อย่างเช่นติดหมาก ติดพลู ติดเหล้า ติดบุหรี่ทั้งหลาย ท่านที่มารับการรักษาโรคอยู่นี้ ถ้าท่านรักษาในการถือศีล ๘ อธิษฐานตั้งสัจจะบารมีในการที่จะรักษาทั้งใจและกายให้หลุดพ้น โดยการตั้งสัจจะอธิษฐานแห่งการเข้าสมาธิ หรือว่าถือศีลในข้อใดข้อหนึ่ง ที่เกี่ยวกับในการเข้าพรรษานี้ ก็จะเป็นการที่จะช่วยให้ท่านพ้นจากทุกข์ภัย แล้วก็ควรสร้างกุศลด้วย ซึ่งการสร้างกุศลนี้ไม่ใช่ว่าท่านทำบุญธรรมดาเท่านั้น ท่านจะต้องสร้างกุศลด้วยจิตและใจบริสุทธิ์ แล้วสร้างด้วยความแน่วแน่แห่งความมีสัจจะบารมีย่อมได้กุศล และสิ่งที่ท่านสร้างในภาวนาจิตนี้เขาเรียกว่าภาวนากุศลคือ ภาวนามัยนี้ตามพุทธศาสนาเรานี้แบ่งเป็นขั้น ในเรื่องจิตวิญญาณนี้เป็นเรื่องละเอียด เรื่องที่จะไปสู่พรหมโลกนั่นอีกเรื่องหนึ่ง ทีนี้ในสภาวการณ์ที่ท่านเป็นมนุษย์ปุถุชนที่ยังต้องทำมาหากินเลี้ยงชีพในสัมมาอาชีวะนี้ สมมติว่า เมื่อกลางวันเราต้องทำมาหากิน แล้วเราได้กลับบ้านในกลางคืนเรียกว่าดึกดื่นบ่อย ๆ เราก็อาจจะสร้างสัจจาธิษฐานว่า ตลอดเข้าพรรษานี้ก่อนพระอาทิตย์ตกดินเราก็อยากจะกลับบ้าน นี่ก็เป็นการสร้างสัจจะในทางดี

          โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีความเป็นอยู่ ครองชีวิตแบบฆราวาส หรือครองแบบการครองเรือน ซึ่งถ้าท่านอยู่ข้างนอกดึกดื่น อยู่โดยเรียกว่าทางบ้านรู้เรื่อง ไม่ได้ไปเหลวไหล โดยท่านบอกว่ามาสำนักปู่สวรรค์ เขาก็รู้ว่ามาในทางที่ดี เขาจะไม่ห่วงใย แต่ถ้าอยู่โดยทางบ้านไม่รู้เรื่อง เรียกว่าผัวก็คิดไปในทางจินตนาการในทางไม่ดี เมียก็คิดในทางจินตนาการเรื่องผัวไม่ดี เพราะว่าเรื่องผัวเรื่องเมียนี้น่ะ เขาเรียกว่าอยู่ด้วยความมีซื่อสัตย์ สัจจะต่อกัน มันจึงอยู่ด้วยกันได้ ถ้าอยู่ด้วยความระแวงกันในครอบครัวนั้นก็ไม่มีความสุข

          ทีนี้สำหรับพวกที่เรียกว่าเป็นกุลบุตร กุลธิดานั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะนี้ สังคมนี้ เป็นสังคมกลียุค สังคมเหล่าอสุรกายแย่งกันครองเมือง สังคมแห่งการที่คนไม่มีจิตยึดมั่นศีลธรรม ท่านเป็นกุลบุตรกุลธิดาก็ควรที่จะกลับบ้านให้เช้า ๆ เรียกว่าดีทีเดียว จะทำให้ทางครอบครัวไม่เป็นห่วงในสภาวะลูกจะไปทางชั่ว ในการที่จะไปเรื่องว่า กินเหล้า เมายา เต้นรำ เข้าสังคมจิปาถะนี้ เป็นสิ่งที่ทำให้เสียพลังในกายเนื้อ แล้วก็จะทำให้ท่านเกิดโรคภัยไข้เจ็บมากขึ้น ฉะนั้นในการเทศน์ของอาตมาในวันนี้ก็ไม่มีอะไรจะเทศน์มาก นอกจากมีคติให้ท่านว่า เมื่อถึงวาระแห่งการเข้าพรรษานี้เป็นการตั้งสัจจะบารมีของเหล่าภิกษุสงฆ์ที่บวชตนเป็นสาวกตถาคต คือเป็นผู้ที่จะสืบต่อศาสนา หรือว่าเป็นพุทธบุตรที่ใกล้กว่าเรา เขาเรียกว่าเป็นพี่ของเรา เราเป็นน้อง เพราะว่าเราต่างคนต่างก็ถือตนอยู่ในการที่เป็นพุทธมามกะ การเป็นพุทธมามกะนั้นเรียกว่า พี่ใหญ่เขาถือศีลมากกว่าเรา สิ่งเหล่านี้ถ้าในภาวะแห่งการที่จะเข้าพรรษาในสามเดือนนี้ เรามีจิตแห่งความแน่วแน่แห่งการที่ตั้งสัจจะบารมีในการละเว้นในสิ่งที่ไม่ดี ก็ย่อมที่จะเพิ่มผลสร้างบารมีในทางที่ดีให้กับส่วนตัวของเรา และส่วนรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาวะสภาพการณ์เช่นนี้ แห่งวิถีการของกรุงสยามในขณะนี้ ต้องการให้มนุษย์ทั้งหลายที่มีใจเป็นธรรม มีใจเป็นมนุษย์จะต้องพยายามสละในความสุขส่วนตัวอุทิศเพื่อความสุขส่วนรวม เพราะว่าถ้าท่านยังยึดอยู่ในภาวะที่ยึดส่วนตัวสำคัญกว่าส่วนรวมแล้วไซร้ ในไม่ช้านี้ท่านก็จะไม่มีเมืองที่จะอยู่ ฉะนั้นในวาระแห่งการเข้าพรรษา ๓ เดือนนี้ ท่านก็ควรจะปวารณาจิตแผ่เมตตากุศลให้สัตว์โลกทั้งหลายอย่าได้เบียดเบียนกันเลยตลอดฤดูกาลนี้ และฤดูกาลหน้าต่อ ๆ ไป เพราะว่าสภาวะทั้งหลายถึงกลียุคแห่งโลกมนุษย์ เป็นภาวการณ์ครอบครองของมนุษย์ที่ไม่เข้าซึ้งถึงธรรมะกำลังคุกคามบุกรุกใกล้เข้ามา เป็นวิบากกรรมที่ชาวสยามจะต้องลุกขึ้นมารวมพลังธรรมพิทักษ์ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ 

                   เจริญพร