สมเด็จโต-ธรรมชาติเดินไปสู่การสลายของพุทธะ

  • Print

A-somdejto

ธรรมชาติเดินไปสู่การสลายของพุทธะ

อาจารย์ชุบชีพ : สมเด็จอาจารย์เจ้าคะ สมมติว่าการปฏิบัตินี่ เราจะจ้องอริยะละ นี่กลายเป็นโลภะไปแล้ว เพ่งๆ ไปแล้วมันไม่ทันใจ โมหะมันมากินอีกแล้ว ทีนี้ พอไปเห็นอะไร ไปติดนิมติเข้ามา มันก็หลง ไอ้โมหะมันก็เข้ามากิน มันสลับซับซ้อน อย่างนี้มันจะไปถึงได้อย่างไรเจ้าคะ อริยมรรค อริยผล นี่น่ะ

สมเด็จ : อริยมรรค อริยผล ถึงได้ ต่อเมื่อท่านไม่หลงมรรค ไม่หลงผล ไม่ยึดมรรค ไม่ยึดผล ก็คือว่า

            วันหนึ่งตื่นเช้าขึ้นมานี่ ข้านี้ยังไม่ตาย ข้านี้ยังไม่ตาย สิ่งที่ดีข้าต้องทำ สมาธิข้าต้องนั่ง พยายามให้จิตนิ่ง

            หลักแห่งพระพุทธศาสนามีจุดอยู่ว่า เมื่อครั้งหนึ่ง ในพระวิหารเชตะวัน พระอานนท์เถระได้เข้าทูลถามองค์โคตรมะ สัมมาสัมพุทธเจ้า ว่า

            ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าน้อยนี้เป็นพุทธอุปัฏฐากตามรอยยุคลบาทอยู่ทุกเมื่อ เหตุไฉน ข้าน้อยฝึกในด้านฌานญาณจึงไม่ได้ ในการนั่งวิปัสสนากรรมฐาน ฌานไม่เกิด ปัญญาไม่ขึ้น เพราะเหตุใดเล่า

            องค์พระสัมมาสัมพุทะเจ้าได้เอนกายอยู่ ณ ใต้ต้นรัง ก็ได้ตอบว่า

            อานนท์เอ๋ย การฟังธรรมให้ถึงธรรม ต้องมั่นธรรม จิตจดจ่อจนไม่จดจ่อ จิตเพ่งจนไม่เพ่งคือเพ่ง การรู้จนไม่รู้คือรู้ เพราะฉะนั้น อานนท์ เจ้าอย่าหลง อย่ายึด อย่าจดจ่อ อย่าถึง ไปในธรรม

            คือการหวังตั้งปณิธานให้ถึงเร็ว ย่อมไม่ถึง วางจิตเฉยๆ ให้นิ่งๆ จิตนี้ยิ้ม เอกัคตาจิตขึ้นสู่ธรรม ประภัสสรแห่งธรรมเกิดขึ้นเองปัญญาวิมุติอาศัยธรรมแห่งอาสวะ อาสวะเกิดขึ้นต้องอาศัยฌานฌานเกิดขึ้นต้องอาศัยการนั่ง การนั่งต้องกระทำด้วยความว่าง หมายความว่า ถ้าเราไปยึดมันก็ไม่ถึง ถ้าเราไม่ยึดอาจจะถึงโดยเราไม่รู้ตัว เพราะว่าอันนี้ เขาเรียกว่า ทำไปเรื่อยๆ เคลื่อนคล้อยตามธรรม ธรรมชาติเดินไปสู่การสลายของพุทธะ ถึงพุทธะ ทิ้งพุทธะ วางให้นิ่ง ถึงปัญญาหยั่งรู้สรรพสัตว์ เข้าใจไหม

อาจารย์ชุบชีพ : เข้าใจค่ะ คือได้กับตัวดิฉันเจ้าค่ะ ดิฉันเคยปฏิบัติดิฉันเข้าใจแล้วที่สมเด็จอาจารย์พูดนี่ เข้าใจ หมายความว่าไม่ให้มุ่งหวังถ้ามุ่งหวังแล้วมันจะไม่เจอ คือหมายความว่ามันมีทางอยู่ก็ให้เดินตามทางถึงเมื่อไหร่ ก็เมื่อนั้น แล้วแต่เหตุและปัจจัย

            ดิฉันเคยปฏิบัติ สมเด็จอาจารย์เจ้าคะดิฉันเป็นลุกศิษย์วัดมหาธาตุดิฉันปฏิบัติวันนั้น ดิฉันนั่งได้ ๔ ชั่วโมง แหมรู้สึกแจ่มใส ลืมตาก็มองไม่เห็นคุณชุบชีพเจ้าค่ะ มันมีแต่นาม รูปไม่มี   แหมแจ่มใสจริงๆ แจ่มใสมากมายทีเดียว พอออกแล้วก็ปีติเหลือเกิน ไม่ต้องกินต้องนอน มันมีปีติ ไม่ง่วง ไม่หิว ดิฉันก็เลยมานึกว่า อ้อ คือหมายความว่า เรานี่ไม่หวังนี่ มันได้ แล้วพอมาหวังที่จะเอาอย่างนั้นอีก ทำแทบตาย ไม่เจอเลย แล้วดิฉันก็เลยมานึกเอาเอง วิจารณ์ในใจว่า แหม ที่พวกนั้นเขาคุยกันนะที่เขาว่า เขาได้มรรค ผล นิพพาน มันอย่างนี้เองนะ มาจับเอาตรงนี้เอง ดิฉันว่า โธ่ อย่างนี้ก็เข้าใจผิด หมิ่นพระปัญญาคุณพระพุทะเจ้า พระพุทธเจ้าบำเพ็ญบารมีมาหลายแสน หลายล้านชาติจึงได้บรรลุ มรรค ผล นิพพาน นี่นั่ง ๔ ชั่วโมง บรรลุนิพพาน นี่หมิ่นพระปัญญาคุณพระพุทธเจ้าใช่ไหม สมเด็จอาจารย์เจ้าคะ

สมเด็จ : เพราะว่าในขณะนั้น เขาเรียกว่า กระแสจิต ธาตุทั้ง ๔ เพียงแต่นิ่ง เมื่อกระแสจิตแห่งธาตุทั้ง ๔ นิ่ง อายตนะภายในจิตวิญญาณรวมกันได้ มันเกิดปีติเอง ยังไม่ถึงนิพพานหรอก

อาจารย์ชุบชีพ : นั่นซิเจ้าคะ ดิฉันได้สติว่า แหมพวกนี้หลงว่าไปนิพพานไปสวรรค์กัน

            สมเด็จอาจารย์เจ้าคะ เป็นอันว่าพอใจดิฉันแล้ว สรุปลงก็คือว่าไม่ให้ยึด ไม่ให้เกาะ ไม่ให้ถือมั่น ปฏิบัติธรรมตามธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงวางหลักเกณฑ์ไว้ มันได้เอง ชาตินี้ไม่ได้ ชาติโน้นๆ ๆ ๆ ไปก็ได้เอง

สมเด็จ : เมื่อคราวองค์สมณโคดมจะทิ้งสังขารจากโลกมนุษย์ อานนท์ได้ยืนเกาะ ร้องไห้ พระพุทธองค์ได้มีรับสั่งกับยพระอานนท์ว่า

            อานนท์เอ๋ย ถ้าเจ้าติดตถาคต เจ้าไม่ถึงตถาคต อานนท์เอ๋ยเจ้าจะเศร้าโศกเพื่ออะไรเล่า การเป็นนักพรตสิ้นแล้วซึ่งความร้องไห้ การเป็นนักพรตสิ้นแล้วซึ่งความหัวเราะ เพราะฉะนั้น อานนท์ เจ้าจงเร่งจิตเข้า เร่งจิตเข้า นั่นแหละ วาระนั้นจะถึงธรรม